เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมานายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำกรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และหน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยการเข้าพบรัฐบาลหอการค้าไทยถือเป็นการหารือกับภาคธุรกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลรับฟังความคิดเห็นจากนักธุรกิจ และบริษัทขนาดใหญ่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
โดยในการหารือกับรัฐบาลในครั้งนี้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้นำรายงานผลสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกและเครือข่ายภาคธุรกิจทั่วประเทศ พบว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นและต้นทุนรอบด้าน โดย57.4% ระบุว่า ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะที่ 68.3% มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้าในระดับต่ำมากเนื่องจากเศรษฐกิจเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมัน และต้นทุนของภาคธุรกิจในปีนี้อย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อ ภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 79.2% รองลงมา คือ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น 66.3% และกําลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว 60.4% สะท้อนว่าภาคธุรกิจกําลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและรายได้พร้อมกัน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ 67.3% คาดว่า เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวแย่ลง และ 68.3% มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความกังวลของภาคเอกชนต่อทิศทางเศรษฐกิจ และตอกย้ำความจําเป็นที่ภาครัฐต้องเร่งดําเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ ภาคเอกชนจึงได้เสนอ 10 มาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลอนุทินเพื่อให้เร่งขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศพ้นจากวังวันที่เศรษฐกิจขยาตัวได้ต่ำสุดในภูมิภาค รวมทั้งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไปของประเทศ ได้แก่
1.) กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ โดยแก้ปัญหากำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยเสนอ ได้แก่ เร่งดำเนินโครงการกระตุ้นกำลังซื้อต่อยอดจากความสำเร็จเดิม เช่น “คนละครึ่งพลัส” โดยปรับให้เน้นใช้จ่ายในจังหวัดรอง จังหวัดชายแดน หรือ Low Season เพื่อกระจายเม็ด เงินอย่างทั่วถึง
รวมทั้งขยายโครงการในรูปแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น ปุ๋ยยาเกษตรกรคนละครึ่ง สำหรับซื้อในร้านท้องถิ่น และ “เที่ยวคนละครึ่ง” ที่เน้นจังหวัดชายแดน และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่อง
2.) การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม พร้อมเสนอให้ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนจริงแทนการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว รวมถึงกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส
3.) การช่วยเหลือ SMEs และเสริมสภาพคล่อง โดยจัดหามาตรการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาวที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และเสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์สำหรับ SMEs ที่ติดปัญหา NPL โดยพิจารณาจากศักยภาพและกระแสเงินสดในปัจจุบันแทน
4.) การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สิน โดยดำเนินการแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบในกลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีพและลดปัญหาหนี้นอกระบบ
5.) การปกป้องตลาดภายในประเทศ ยกระดับมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีลักษณะ ทุ่มตลาด หรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งกระทบต่อ SMEs ไทยโดยตรง พร้อมสนับสนุนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ
6.) การส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยการขยายตลาดใหม่ ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีความสมดุลและเป็นธรรม โดยเฉพาะมาตรการจัดการสินค้านำเข้าตามฤดูกาล
7.) การฟื้นฟูภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร สร้างเสถียรภาพด้านราคาด้วยการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด (Market-Led Production) และสนับสนุนการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและยา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย
8.) การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความแออัดในท่าอากาศยานหลัก และเร่งแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว
9.) การปฏิรูประบบราชการและธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพความโปร่งใส ปราบปรามการทุจริต และเร่งลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต (Ease of Doing Business) โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้บูรณาการกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนเพื่อลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ
10.) การช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนและเศรษฐกิจภูมิภาค เร่งมาตรการเยียวยาในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอน (เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา) และส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคตามจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ผ่าน Soft Power และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง
นายพจน์ กล่าวด้วยว่า หอการค้าไทยเชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้ หากได้รับการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน จะช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นและวางรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยได้

