วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม 2569

Login
Login

'หอการค้าไทย' ถกรัฐบาล ชง 10 ข้อเสนอเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (10 มิ.ย.69) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และหน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มีการหารือกับรัฐบาลถึงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยระบุว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศได้รับผลกระทบมากที่สุด

นายพจน์ ระบุว่า เพื่อให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเห็นผลจริง ภาคเอกชนได้นำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลผ่าน ข้อเสนอเร่งด่วน 10 ประการ ที่ต้องดำเนินการภายใน 1-2 ปี  โดยมีประเด็นสำคัญ เพื่อการกระตุ้นกำลังซื้อ รวมทั้งเสนอให้ต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น โดยข้อเสนอทั้ง 10 ข้อประกอบไปด้วย

 

1. การกระตุ้นกำลังซื้อ และการบริโภคภายในประเทศ เร่งฟื้นฟูอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว โดยเสนอให้ต่อยอดมาตรการที่ประสบความสำเร็จในอดีต  "คนละครึ่งพลัส" โดยมุ่งเน้นการกระจาย เม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่จังหวัดรอง พื้นที่ชายแดน และช่วงนอกดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) และการเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือกลุ่ม เปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

2.การลดต้นทุนพลังงาน และค่าครองชีพ ผลักดันการแก้ไขปัญหาต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยกระทบหลักต่อภาคธุรกิจ (79.2%) โดยเร่งรัดมาตรการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้มพร้อมทั้งเสนอให้ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงแทนการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ต้องกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินควร

3. การช่วยเหลือ SMEs และเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ เร่งจัดหามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาวที่เข้าถึงง่าย และรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น พร้อมเสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อสำหรับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากโควิด-19 รวมถึงกลุ่ม NPL โดยปรับเกณฑ์การประเมินจากศักยภาพทางธุรกิจและกระแสเงินสดในปัจจุบัน เพื่อดึงผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ

4.การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และภาระหนี้สินของประชาชน ดำเนินการแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นกลุ่มรายได้น้อย และปานกลางผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน และเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีพซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดหนี้นอกระบบ และกระตุ้นการบริโภคในระยะยาว

5. การปกป้องตลาดภายในประเทศ และเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีลักษณะทุ่มตลาดหรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต และ SMEs ไทย พร้อมสนับสนุนนโยบาย "ไทยช่วยไทย" ผ่านการส่งเสริมการใช้สินค้า และบริการภายในประเทศ เพื่อรักษาสมดุลทางการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น

6. การส่งเสริมการส่งออก และการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันภาคการส่งออกให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการขยายตลาดใหม่ และการปรับปรุงมาตรการภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ควรทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีความสมดุล และเป็นธรรมโดยเฉพาะมาตรการบริหารจัดการสินค้านำเข้าตามฤดูกาล เพื่อมิให้กระทบต่อราคาผลผลิตภายในประเทศ

7.การฟื้นฟูภาคเกษตร และยกระดับรายได้เกษตรกร สร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร และลดความผันผวนของตลาด โดยมุ่งเน้นการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด (Market-Led Production) และการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และยา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

8.การส่งเสริมการท่องเที่ยว และภาคบริการ ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านการกระตุ้นตลาดทั้งใน และต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อลดความแออัดในท่าอากาศยานหลัก นอกจากนี้ต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพอากาศ (PM 2.5) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

9.การปฏิรูประบบราชการ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด เร่งลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต (Ease of Doing Business) ด้วยระบบดิจิทัล และบูรณาการกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนระหว่าง หน่วยงาน เพื่อลดต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

10.การช่วยเหลือพื้นที่ชายแดน และการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค เร่งมาตรการเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมส่งเสริมการลงทุนในส่วนภูมิภาคตามศักยภาพ และจุดเด่นของแต่ละพื้นที่เพื่อกระจายความเจริญ และโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

"หอการค้าไทยเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลนำข้อเสนอทั้ง 10 ประการไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยบรรเทาผลกระทบ และวางรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว โดยภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ในทุกมิติ" นายพจน์ กล่าว

 นายพจน์ กล่าวด้วยว่าภาคเอกชนได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นคณะทำงานขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน โดยแบ่งคณะอนุกรรมการออกเป็น 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ พลังงาน พาณิชย์ ท่องเที่ยว เกษตร โลจิสติกส์ การศึกษา แรงงาน และ AI เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด และรวดเร็ว

นอกจากนั้นได้มีการเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องภาคเกษตร และวิกฤติแรงงาน โดยในส่วนของภาคเกษตร เป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันที เนื่องจากมีประชากรที่เกี่ยวข้องกว่า 30 ล้านคน โดยได้เสนอว่าต้องใช้กลยุทธ์การตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ขณะเดียวกันได้ขอให้รัฐบาลเร่งรัดให้ภาครัฐดำเนินการต่ออายุ MOU แรงงาน 4 สัญชาติ โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา และพม่าที่ถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนแรงงานที่กำลังวิกฤติในขณะนี้

สำหรับประเด็นการกีดกัน และอุปสรรคทางการค้า นายพจน์ ระบุว่า ภาคเอกชนกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อชี้แจงกรณีมาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับหรือการค้ามนุษย์ ขณะที่ภาครัฐบาลมีตัวแทนที่จะไปชี้แจงประเด็นนี้โดยตรง ส่วนข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขกฎระเบียบระดับกระทรวงหรือกรมใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งจะทำได้รวดเร็วกว่าการแก้ไข พ.ร.บ. เพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ด้วย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์