ทุเรียนภาคใต้ เตรียมออกสู่ตลาด มิ.ย.นี้ เกษตรเร่งวางแผนบริหารจัดการ มุ่งกลยุทธ์คุมเข้มคุณภาพฝ่าด่านมาตรฐานจีน ยึดส่วนแบ่งตลาดเบอร์หนึ่ง ตั้งเป้าปี 69 ส่งออกทุเรียนทั้งปี 1.5 แสนล้านบาท
สำหรับฤดูกาลผลิตทุเรียนปี2569 คาดว่า ผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน เม.ย. และออกมากที่สุดในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ส่วนทุเรียนภาคใต้จะทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. เป็นต้นไป ซึ่งการวางแผนการบริหารจัดการตลาดและการกระจายผลผลิตให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วงเป็นสิ่งจำเป็น
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) ระนอง เพื่อติดตามผลการดำเนินมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังสินค้าเกษตรในพื้นที่ ให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสั่งการกรมวิชาการเกษตรเตรียมความพร้อมฤดูกาลผลิตทุเรียนภาคใต้ หลังทุเรียนตะวันออกประสบความสำเร็จ มั่นใจไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งของทุเรียนโลก โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งเป้าส่งออกทุเรียน 150,000 ล้านบาท
“ปีนี้ถือเป็นปีทองของทุเรียนไทย สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าไทยยังคงเป็นผู้ผลิตทุเรียนอันดับหนึ่งของโลก โดยภาครัฐจะเดินหน้ารักษาคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมติดตามประเมินสถานการณ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิด และเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดตลาดใหม่ ๆ รองรับสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพ”
ทุเรียนไทยต้อง “ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์ ไม่มีสารตกค้าง”
ด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทยและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก กรมวิชาการเกษตรได้เดินหน้าคุมเข้มคุณภาพทุเรียนไทยช่วงต้นฤดูผลิตอย่างต่อเนื่อง
โดยทุเรียนภาคตะวันออกประสบความสำเร็จ สถิติการส่งออกทุเรียนผลสดไปจีน ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 5 มิ.ย.2569 สามารถส่งออกได้ถึง 38,851 ชิปเมนต์ ปริมาณ 631,101.93 ตัน มูลค่า 72,760.27 ล้านบาท สถิติการส่งออกทุเรียนผลสดทั้งประเทศไปจีน ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. จำนวน 45,858 ชิปเมนต์ ปริมาณ 744,901.98 ตัน มูลค่า 85,552.54 ล้านบาท
“สำหรับทุเรียนภาคใต้ กรมวิชาการเกษตรยังเดินหน้าต่อเนื่องโดยเน้นย้ำมาตรการ “4 ไม่” ได้แก่ ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์ และไม่มีสารตกค้าง เพื่อป้องกันทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด”
โดยจะจัดประชุมผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม และผู้ส่งออก เน้นย้ำแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการตัดทุเรียนแก่ตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ หากตรวจพบการกระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ “ทุเรียนไทยคุณภาพ”
ปี 69 พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเฉียด 10%
ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ระบุว่า แนวโน้มปี 2569คาดว่าจะมีเนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศ1,391,421 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก 1,265,778 ไร่ ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 9.93 % เนื่องจากเกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกทุเรียน
สําหรับผลผลิตมีปริมาณ 1,781,019 ตัน เพิ่มขึ้น 15.71% เนื่องจากคาดว่าสภาพภูมิอากาศเอื้ออํานวยต่อการออกดอกและติดผล
ประกอบกับเกษตรกรมีการดูแลจัดการสวนดี ทําให้ในภาพรวมคาดว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของเนื้อที่ให้ผลและผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล
ด้านการตลาดในส่วนการส่งออกปี 2569 คาดว่าความต้องการของตลาดต่างประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งภาครัฐมีนโยบายในการส่งเสริมเละผลักดันการส่งออก และขยายตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว รวมถึงประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศมากขึ้น แต่ไทยอาจต้องเผชิญกับการเเข่งขันที่รุนเแรงขึ้นทั้งผ่านราคาเเละการแย่งส่วนเเบ่งตลาดทุเรียนจากประเทศคู่เเข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งหลังจากจีนอนุญาตการนำเข้าทุเรียนผลสดจากเวียดนามเมื่อกลางปี2565การนำเข้าทุเรียนเวียดนามของจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
จีนเปิดกว้างตลาดนำเข้า 5เสืออาเซียน
นอกจากนี้คู่เเข่งในตลาดจีนยังมีมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่ 5 ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนเมื่อเดือนเม.ย. 2568 นอกจากคู่แข่งในอาเซียนแล้ว จีนก็สามารถปลูกทุเรียนเองได้ที่ มณฑลไห่หนาน ปัจจุบันยังไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากนั้นจึงยังไม่ส่งผลต่อไทยในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไทยต้องเตรียมแผนรับมือที่เหมาะสม
ตั้งแต่มีการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟลาวจีนในปี 2565 ภายใต้โครงการBelt and Road Initiative (BRI)นั้น นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยยกระดับทางเลือกด้านการขนส่งของไทยไปจีนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย ผลการศึกษาของ สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าการขนส่งทางรางเส้นทางจีนลาวมีความได้เปรียบด้านเวลาซึ่งรวดเร็วกว่าการขนส่งทางเส้นทาง R3A ที่มีปลายทางเดียวกันคือนครคุนหมิงประมาณ 2 วัน
“ในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดปริมาณมาก เนื่องจากด่านทางถนนมักมีความหนาแน่นทำให้เกิดความล่าช้าบริเวณ ด่านชายแดน อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญคือความเสถียรของเวลาส่งมอบและคุณภาพของตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ดีกว่า ส่งผลให้อัตราความเสียหายของสินค้าอยู่ในระดับต่ำ การขนส่งทางรางผ่านเส้นทางรถไฟไทยจีนจึงเป็นโอกาสที่ดี”
โลจิสติกส์โจทย์ใหญ่ไทยยึดตลาดจีน
อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายของการขนส่งทางรางยังสูงกว่าทางถนนประมาณ 10-15% เนื่องจากจำนวนผู้ให้บริการจำกัดประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เช่น การใช้รางเดียวเป็นหลักการขาดแคลนขนาด 15 เมตร และหัวรถจักรกำลังลากจูงสูง เป็นต้นจึงเป็นโจทย์สำคัญของไทยที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อการยึดตลาดเก่าอย่างจีนให้ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการพัฒนาและแก้ปัญหาการส่งออกในทุกมิติควบคู่กันไป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) ระบุโดย อ้างอิง แหล่งที่มาhttps://thesaigontimes.vn/ฉบับวันที่10พ.ค. 2569 ว่า ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมมากกว่า 180,000 เฮกตาร์ ซึ่งสูงเกินกว่าแผนพัฒนาที่กำหนดไว้เดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ศักยภาพในการรองรับของตลาดยังขยายตัวไม่ทันต่อปริมาณผลผลิต ส่งผลให้เกิดภาวะไม่สมดุลด้านตลาดอย่างต่อเนื่อง
ไตรมาส 1 ปี69เวียดนามส่งออกทุเรียนโต120%
ภายใต้บริบทดังกล่าว แม้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของเวียดนามยังคงขยายตัวในระดับสูง โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 เวียดนามส่งออกทุเรียนประมาณ 60,700 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 221 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 120% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับมิได้กระจายตัวอย่างทั่วถึง เนื่องจากราคาทุเรียนภายในประเทศ โดยเฉพาะผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำหรือไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกปรับตัวลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้ ความแตกต่างด้านศักยภาพทางการตลาดของสายพันธุ์ทุเรียนยังเริ่มชัดเจนมากขึ้นโดยทุเรียนพันธุ์Ri6 เผชิญแรงกดดันด้านราคาอย่างหนัก ขณะที่พันธุ์MonthongและDonaยังคงรักษาระดับราคาได้ดีกว่า เนื่องจากมีความเหมาะสมกับความต้องการของตลาดส่งออกและมาตรฐานการนำเข้าระหว่างประเทศมากกว่า
หัวเลี้ยวหัวต่ออุตฯทุเรียนเวียดนาม
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจึงเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมุ่งสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมมากกว่าการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติมโดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานคุณภาพของแหล่งเพาะปลูก การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ การกำหนดมาตรฐานกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดนำเข้า ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงด้านตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นนอกเหนือจากจีน
หากเวียดนามยังไม่สามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่องในอนาคต ภายหลังช่วงเวลาแห่งการเติบโตอย่างรวดเร็วจากกระแสความต้องการของตลาดจีน อุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามจึงกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณไปสู่การเติบโตบนพื้นฐานของคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืนอย่างแท้จริง

