วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘BLUE Transformation’ พลิกโฉมประมงไทย สู่ความยั่งยืนรับความท้าทายใหม่โลก

แผนการผลักดันฟื้นฟูศักยภาพและยกระดับประมงไทยให้กลับมาเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกอีกครั้ง พร้อมกันนี้ กำชับให้กรมประมงเร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างรอบด้าน

ทั้งการช่วยเหลือชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตลอดจนการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุถึงแนวคิด “BLUE Transformation พลิกโฉมประมงไทย สู่ความยั่งยืน” ว่าการขับเคลื่อนงานจากนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพลิกฟื้นภาคประมงไทยอย่างจริงจัง โดยชูแนวคิด “BLUE Transformation” เป็นกรอบนโยบายหลักในการขับเคลื่อนงานของกรมประมง ประกอบด้วย

B : Biodiversity & Balance มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการเร่งแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยสั่งการให้กรมประมงรายงานสถานการณ์อย่างถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบันทุกวัน เพื่อให้สามารถประเมินการแพร่ระบาดและวางแผนรับมือได้ทันท่วงที 

พร้อมยกระดับการทำงานให้เข้มข้นมากขึ้น โดยกำหนดมาตรการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด การเร่งกำจัด และการนำปลาไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าสูงสุด ขณะเดียวกัน กรมประมงได้สนับสนุนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งปลาแดดเดียว น้ำปลา ปลาร้า 

รวมถึงการนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งเริ่มเกิดผลเชิงรูปธรรมและมีเกษตรกรหลายพื้นที่นำไปใช้ประโยชน์แล้ว เพื่อช่วยลดปริมาณการแพร่ระบาดควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตต่อไป

 นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการัง ระบบนิเวศทางทะเล แหล่งน้ำธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในทะเลและแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำไทย ฟื้นฟูแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ และจัดทำแหล่งพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง

L : Livelihood & Local Empowerment & Legal Justification มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงและสร้างความเป็นธรรมในระบบ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันกฎหมายลูกที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ ให้สามารถออกมาบังคับใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยเร็ว 

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมประมงเร่งหารือกับหน่วยงานด้านพลังงาน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มประมง พร้อมกับได้เน้นการยกระดับสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน “ร้าน Fisherman Shop” รวมถึงผลักดันสินค้าในชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น

U : Upgrading Technology มุ่งยกระดับภาคประมงสู่เกษตรอัจฉริยะ สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยผลักดันระบบ Smart Fisheries ทั้งในภาคประมงน้ำจืดและน้ำทะเล 

พร้อมนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการบริหารจัดการภาคประมง และมอบให้พัฒนา Mobile Application และระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญให้ชาวประมงและเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ น้ำท่วม น้ำแล้ง หรือภัยธรรมชาติ รวมถึงส่งเสริมให้สำนักงานประมงระดับพื้นที่มีเครื่องมือวิเคราะห์คุณภาพน้ำที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานภาคสนามอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยจำนวนมากที่มีศักยภาพสูง แต่ที่ผ่านมาไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงต้องผลักดันให้งานวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)และหน่วยงานวิชาการ ถูกนำไปประยุกต์ใช้จริง และถ่ายทอดต่อไปยังเกษตรกรและชาวประมงให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

E : E-Traceability & Export standards มุ่งยกระดับมาตรฐานการส่งออกและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศ โดยย้ำว่าต้องรักษามาตรฐานสินค้าให้ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายผลักดัน “Product Champion” หรือสินค้าประมงศักยภาพสูงของไทยให้ก้าวสู่ตลาดพรีเมียม อาทิ “ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา” รวมถึง “ปลากะพงทอง จังหวัดอุดรธานี” ที่มีศักยภาพในการยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียมของประเทศ