วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

สมาคมการค้าไทย-ยุโรป ตบเท้าพบคมนาคม ถกหลายวาระ ‘ซูเปอร์ยอชต์-แลนด์บริดจ์’

เมื่อเร็วๆนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับ Mr. Pierre Jaffre ประธานสมาคมการค้าไทย-ยุโรป (Thai-European Business Association: TEBA) พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศไทย

ในการหารือ TEBA ได้นำเสนอประเด็นครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านยานยนต์และความปลอดภัยทางถนนTEBA ได้นำเสนอความสำเร็จของยุโรปที่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้ถึง 60% พร้อมเสนอให้ไทยพิจารณาขยายการบังคับใช้ระบบเบรก ABS ในรถจักรยานยนต์ขนาดทั่วไป จากปัจจุบันที่กฎหมายไทยบังคับใช้เฉพาะรถขนาด 1,200 cc ขึ้นไป ซึ่งครอบคลุมเพียง 20% ของตลาด

ในเรื่องนี้ กรมการขนส่งทางบก กล่าวตอบรับว่า เรื่องอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระสำคัญและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรักษาชีวิตผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นพาหนะหลักของคนไทยส่วนใหญ่ และ

กระทรวงฯ จะเร่งจัดตั้งคณะทำงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ TEBA เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย รวมถึงพิจารณานโยบายการตรวจสภาพรถและควบคุมความเร็ว เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

2. ด้านการบินและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะกรรมการฯ TEBA ได้ตั้งคำถามถึงขีดความสามารถของสนามบิน ท่ามกลางปริมาณผู้โดยสารที่หนาแน่น รวมถึงผลกระทบจากราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์

 โดยทาง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้ชี้แจงถึงการนำ ระบบสแกนใบหน้าแบบครบวงจร (End-to-End Biometric Solution) มาใช้ตั้งแต่จุดเช็กอิน โหลดกระเป๋า ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง เพื่อลดความแออัด และ ได้ย้ำถึงการบริหารจัดการว่ากำลังยกระดับสนามบินไทยให้เป็นระบบไร้สัมผัสและไร้รอยต่อ 

อย่างไรก็ตาม เรื่องข้อจำกัดด้านการจัดเก็บข้อมูลผู้โดยสารของระบบ Biometrics ที่ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนยังลังเลในการใช้งาน ซึ่งกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ ทอท. เร่งแก้ไขเงื่อนไขดังกล่าวให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่นักเดินทาง

3. ด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ TEBA เสนอประเด็นปัญหาความแออัดของท่าเรือแหลมฉบังที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่ง พร้อมสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับ โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ในมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนเปรียบเทียบและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ทางด้านการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าปัจจุบันสามารถบริหารจัดการเวลาขนถ่ายสินค้าที่ล่าช้าให้ลดลงเหลือไม่ถึง 24 ชั่วโมงแล้ว และพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยุโรปเข้ามาเสริมระบบ 

ขณะที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ( สนข.) ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ประเทศว่า “โครงการ Land bridge ไม่ใช่แค่การเชื่อมฝั่งซ้ายและขวาของไทย แต่คือการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย รวมถึงจีนตอนใต้เข้าด้วยกัน ซึ่ง TEBA และกลุ่มสายเรือใหญ่อย่าง Maersk ให้ความสนใจอย่างมาก และกระทรวงฯ เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ร่วมกันเพื่อลงลึกในรายละเอียด นำไปสู่การลงทุน และการใช้ประโยชน์ต่อระบบโลจิสติกส์ของไทย

4. การผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางซูเปอร์ยอร์ชระดับภูมิภาค ซึ่งทาง TEBA ได้เสนอให้กระทรวงฯ จัดตั้งบริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว แบบ One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเรือซูเปอร์ยอร์ชเข้าประเทศ ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมาก โดยศักยภาพในตลาด High-end นี้ ของการนำเรือยอร์ชเข้าไทย ในช่วงหมดฤดูร้อนในฝั่งยุโรป ซึ่งทางกระทรวงจะไปประสานงานและสานต่อความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งมีทิศทางการทำงานที่สอดคล้องกัน เพื่อหารือในด้านข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมได้

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยเฉพาะแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO) การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ CAAT ยังได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาอากาศยานบนพื้นน้ำ (Seaplane) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการขนส่งทางอากาศที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่เฉพาะของประเทศ เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง และสนับสนุนการท่องเที่ยวในอนาคต โดยปัจจุบัน CAAT อยู่ระหว่างการพัฒนากรอบกฎหมาย มาตรฐาน และแนวทางการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับและส่งเสริมระบบนิเวศด้านการบินรูปแบบใหม่ของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและภาคธุรกิจจากยุโรป ในการร่วมกันผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบินโลกในอนาคต