องค์ประกอบทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสำหรับไทยแล้วถือว่ามีน้ำหนักต่อจีดีพีประเทศสูงถึง 70% ดังนั้น ยิ่งการค้าโลกเติบโตและลื่นไหลได้มาก ก็ดีกับเศรษฐกิจไทยมากตามไปด้วย แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด เผยแพร่รายงาน เดือนพ.ค. 2569 เรื่อง Global trade update Policy Insights Invisible Barriers: The Costs of Non-Tariff Measures สาระสำคัญโดยสรุปชี้ว่า หลังจากที่ทั่วโลกเห็นพ้องถึงการลดภาษีนำเข้าให้ได้มากที่สุด และดำเนินการมานานหลายปีแล้ว แต่เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาพบว่าอัตราภาษีศุลกากร(นำเข้า)กำลังกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้น 10% สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ,16% สำหรับประเทศกำลังพัฒนา และ 18 % สำหรับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด
แม้ว่าภาษีนำเข้าจะเพิ่มขึ้น แต่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) กลับสร้างต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับการส่งออกสำหรับ 88 %ของประเทศที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งภาระนี้ตกหนักที่สุดกับประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กและประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด
NTMs คือมาตรการเชิงนโยบายอื่นที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อการค้าสินค้าระหว่างประเทศ ในด้านหนึ่ง มาตรการเหล่านี้รวมถึงอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) เช่น ข้อกำหนดการออกใบอนุญาตนำเข้า โควตา การห้ามนำเข้า และการห้ามส่งออก
อย่างไรก็ตาม NTMs ส่วนใหญ่เป็นมาตรการทางเทคนิคที่มุ่งเน้นการปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางนโยบายสาธารณะที่สำคัญเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการค้าอย่างมาก โดยก่อให้เกิดต้นทุนด้านข้อมูล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และขั้นตอนต่างๆ
หลังจากสหรัฐประกาศ “ภาษีตอบโต้” เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2568 และสหรัฐได้ลงนามในข้อตกลงการค้าตอบโต้ และกรอบข้อตกลงต่างๆ มากมายนั้น พบว่า ประเทศอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป ก็ได้เร่งการเจรจาข้อตกลงทางการค้าเพื่อเปิดตลาดทางเลือกอื่นๆ เนื่องจากต้นทุนในการเข้าถึงตลาดสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น
“แม้ว่าภาษีศุลกากรจะเป็นประเด็นหลักในพาดหัวข่าว แต่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) ก็เป็นเสาหลักสำคัญของข้อตกลงทางการค้าในปัจจุบันมาโดยตลอด”
ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะ เมื่อภาษีศุลกากรลดลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเจรจาทางการค้าจึงเปลี่ยนไปสู่มาตรการด้านกฎระเบียบและการบริหารมากขึ้น และยังคงเป็นตัวกำหนดการเข้าถึงตลาดที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นจะเห็นว่า NTMs อยู่ใจกลางของการเจรจาทางการค้าต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญในการกำหนดว่าใครสามารถทำการค้าได้และภายใต้เงื่อนไขใด
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต่างๆ ก็ใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อส่งเสริมเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับชาตินิยมทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาต่างพยายามไม่เพียงแต่ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องการกำหนดกติกาเองและรักษาการควบคุมเหนือห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกที่สำคัญ
โดยห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกนี้ กำลังมุ่งไปที่การใช้ความสัมพันธ์ การพึ่งพาซึ่งกันและกันในเชิงกลยุทธ์ ทำให้ข้อตกลงทางการค้าล่าสุดของสหรัฐจึงมุ่งเน้นไปที่การผ่อนคลายข้อกำหนดด้านกฎระเบียบทางการค้าของคู่ค้าเพื่ออำนวยความสะดวกและสามารถจัดการได้สำหรับผู้ส่งออกอเมริกัน
“ทำให้ ข้อตกลงส่วนใหญ่จึงว่าด้วยการยอมรับมาตรฐานของสหรัฐ และการประเมินความสอดคล้องสำหรับยานยนต์ ยา และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรรวมถึงอาหารสำหรับการค้าทวิภาคี”
ทั้งนี้ยังพบว่า ในบางประเทศ การเจรจาทางการค้าของสหรัฐยังครอบคลุมถึงการยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับส่วนประกอบในประเทศ ตลอดจนการยกเลิกหรือลดความซับซ้อนของใบอนุญาตนำเข้า ยกตัวอย่าง เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ข้อตกลงครอบคลุมถึงแร่ธาตุสำคัญที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ โดยประเทศเหล่านี้ ตกลงที่จะงดเว้นจากการกำหนดข้อจำกัดการส่งออกใดๆให้ด้วย
รายงานยังระบุอีกว่า การส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎระเบียบจะช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ผ่านมาตรฐานสากล
โดยความแตกต่างของกฎระเบียบระหว่างประเทศจะยิ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตและผู้ค้า เนื่องจากผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่แตกต่างกัน แม้ว่าข้อกำหนดที่ว่านั้นจะมุ่งมั่นในเรื่องความปลอดภัยในระดับที่คล้ายคลึงกันแต่กฎระเบียบก็อาจแตกต่างกันอย่างมาก
ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือสัตว์ปีก ในสหรัฐผู้ผลิตได้รับอนุญาตให้ใช้สารล้างต้านจุลชีพ(antimicrobial washes)
เช่น คลอรีน เพื่อลดแบคทีเรียในระหว่างกระบวนการแปรรูป ขณะที่ในสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับสุขอนามัยตลอดห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น เช่น แนวทางการทำฟาร์มและการจัดการที่เข้มงวดกว่า และไม่อนุญาตให้ขายไก่ที่ผ่านการบำบัดด้วยคลอรีน ซึ่งส่งผลให้จำกัดเข้าถึงตลาด
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า ซึ่งอุปกรณ์ได้รับการอนุมัติให้ขายในประเทศหนึ่ง แต่บ่อยครั้งต้องมีการทดสอบและรับรองเพิ่มเติมก่อนจึงจะสามารถขายได้ในอีกประเทศหนึ่ง แม้ว่าวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยพื้นฐานจะคล้ายคลึงกันก็ตาม
ข้อมูลยังชี้อีกว่า ผู้ส่งออกรายเล็กจากประเทศกำลังพัฒนา มักเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ กำหนดข้อกำหนดที่แตกต่างกันในประเด็นต่างๆ เช่น สารตกค้างของยาฆ่าแมลง บรรจุภัณฑ์ ฉลาก และการรับรอง แม้ว่าเป้าหมายพื้นฐาน เช่น ความปลอดภัยของอาหาร จะเหมือนกัน
รายงาน ชี้ว่า กฎระเบียบต่างๆ ทำให้เกษตรกรต้องปรับวิธีการผลิต และพร้อมเข้ารับการตรวจสอบแบบแยกต่างหาก หรือขอใบรับรองใหม่สำหรับตลาดปลายทางแต่ละแห่ง ขณะที่ผู้ผลิตรายย่อย ก็ต้องมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นและอาจมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานานขึ้น ทำให้การเข้าถึงตลาดทำได้ยากขึ้น
“การบรรจบกันของกฎระเบียบที่ประเทศต่างๆ ปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกันหรือสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาจช่วยลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีได้ระหว่าง 15 ถึง 30 % โดยไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัย”
โดยมี มาตรฐานสากลที่มีอยู่แล้ว เป็นหลักยึด เช่น ภาคเกษตรและอาหาร ใช้มาตรฐาน Codex Alimentarius
(“ประมวลกฎหมายอาหาร” คือชุดมาตรฐาน แนวทาง และหลักปฏิบัติทางด้านอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล) หรือ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพืช (IPPC) และองค์การอนามัยสัตว์โลก (WOAH) (เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่รับผิดชอบด้านสุขภาพสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ทั่วโลก) นอกจากนี้ ควรกำหนดกฎระเบียบที่อ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
แม้ว่าหลายประเทศสนับสนุนข้อแนะนำเหล่านั้น แต่กลับมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปและมีจำนวนมากขึ้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี ซึ่งนั่นคือต้นทุนทางการค้าที่แฝงอยู่ในทุกๆภาคส่วน


