ในช่วงปีนี้ ประเทศไทยขยับเรื่องเทคโนโลยีอวกาศ อย่างการยิงดาวเทียมหรือการร่วมปฎิบัติการเพื่อการทดลองในอวกาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยเป็นอีกผู้เล่นของเศรษฐกิจอวกาศ(Space Economy)
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD ) ระบุว่า เศรษฐกิจอวกาศครอบคลุมกิจกรรมและทรัพยากรทั้งหมดที่ส่งเสริมความก้าวหน้าของมนุษย์ผ่านการสำรวจ การวิจัย การทำความเข้าใจ การจัดการ และการใช้ประโยชน์จากอวกาศ ซึ่งต่างก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของโลกและเป็นการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมด้วย แต่เศรษฐกิจอวกาศก็มีความท้าทายมากมาย
ตั้งแต่ความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์จากอวกาศในปัจจุบันและภัยคุกคามจากเศษซากอวกาศ ไปจนถึงผลกระทบทางจริยธรรมของการสำรวจอวกาศ และความจำเป็นในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้มั่นใจถึงการเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรอวกาศอย่างเท่าเทียมกัน
"ดาวเทียมที่มีขนาดเล็กลงและต้นทุนการปล่อยจรวดที่ต่ำลง" การเข้าถึงอวกาศจึงมีราคาถูกลงนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 ช่วงปลายปี 2023 ทำให้เกือบ 100 ประเทศใน4ทวีปได้ทั้งประเทศที่มีรายได้ปานกลางและต่ำ รวมถึงมหาวิทยาลัยและบริษัทสตาร์ทอัพ ซึ่งปูทางไปสู่การใช้ประโยชน์จากอวกาศที่หลากหลายและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น
ในช่วง15 ปีที่ผ่านมา มีการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน จึงมีการติดตั้งกลุ่มดาวเทียมใหม่ๆ จำนวนมากเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การนำทาง การสังเกตการณ์โลก และการสื่อสารโทรคมนาคม ในช่วงปี 2022 จำนวนดาวเทียมที่ใช้งานได้จริงในวงโคจรของโลกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6,700 ดวง ซึ่งเป็นสองเท่าของจำนวนที่บันทึกไว้เมื่อปี 2020
ในประเทศกลุ่ม OECD ระบบอวกาศเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่สำคัญซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่างๆ เช่น การขนส่ง พลังงาน การจัดหาอาหาร และการบังคับใช้กฎหมาย และระบบเหล่านี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก ตัวอย่างเช่น การสังเกตการณ์จากอวกาศให้ข้อมูลตัวแปรสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิพื้นผิวทะเล สีของมหาสมุทร การปกคลุมของพื้นดิน และธารน้ำแข็ง
ในประเทศกำลังพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ และการผลิตอาหาร และมีส่วนช่วยในการป้องกันภัยพิบัติและการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการให้บริการด้านการสื่อสารผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุผ่านดาวเทียมอีกด้วย
OECD ยังระบุอีกว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ เล่นบทเป็นผู้ให้ทุนและลูกค้าหลักของกิจกรรมในอวกาศ เช่น การป้องกันประเทศ การจัดการภัยพิบัติ การปกป้องสิ่งแวดล้อม และยังมีบทบาทสนับสนุนวิทยาศาสตร์และการสำรวจอวกาศ นอกจากนี้ยังให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการภายในหน่วยงานของรัฐหรือว่าจ้างจากภายนอกที่เป็นนักวิชาการและภาคเอกชนผ่านการให้เงินสนับสนุนและการจัดซื้อจัดจ้าง
ในปี 2022 งบประมาณด้านอวกาศของรัฐบาลคิดเป็นประมาณ 0.10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกลุ่มประเทศ OECD ทั้งหมด โดยบทบาทหลังอยู่ที่ประเทศพัฒนาแล้ว ที่ มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชิงพาณิชย์และการเป็นผู้ประกอบการในอวกาศเพื่อกระตุ้นนวัตกรรมด้านอวกาศและการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป
“สัดส่วนงบประมาณด้านอวกาศ ของสหรัฐ อยู่ที่ 0.243% ของจีดีพีประเทศ ซึ่งสูงที่สุด ในกลุ่ม OECD และสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยรวม ขณะที่ จีนอยู่ที่ 0.07% เท่ากับญี่ปุ่น และอินเดีย อยู่ที่ 0.049%”
ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่า การสร้าง “กลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก” (Earth Observation Satellite Constellation)จำนวน 18 ดวง ภายในเวลา 6 ปี ของ GISTDA ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวบนอวกาศอีกต่อไป แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ”
โดยมีภาระกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำการเกษตรอย่างมั่นใจ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ตอบโจทย์ด้วย THEOS-3 จำนวน 5 ดวง ข้อมูลจากดาวเทียมจะช่วยให้รู้ล่วงหน้าว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร ดินตรงไหนขาดน้ำ ควรปลูกหรือเก็บเกี่ยวตอนไหน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นชีวิตปลอดภัย
ด้านรับมือภัยพิบัติได้ทันท่วงที ตอบโจทย์ด้วย THEOS-4 และ THEOS-5 รวม 10 ดวง เมื่อเกิดน้ำท่วม ไฟป่า หรือภัยพิบัติ ดาวเทียมจะส่งข้อมูลภาพถ่ายความละเอียดสูงแบบเรียลไทม์ ทำให้หน่วยงานรัฐแจ้งเตือน อพยพ และเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ด้านคุณภาพชีวิตที่ดีจากสิ่งแวดล้อมที่สมดุล ตอบโจทย์ด้วย THEOS-6 จำนวน 1 ดวง): ช่วยเฝ้าระวังและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และแหล่งน้ำ เพื่อให้คนไทยมีสภาพแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน
“โครงการนี้ไม่ได้สร้างแค่ดาวเทียม แต่กำลังสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศ” (Space Economy) ที่เปิดประตูให้เอกชนไทยได้ประโยชน์”
โดย GISTDA ตั้งเป้าหมายผลักดันบริษัทไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศ (Industrial Economy)ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ได้รับโอกาสในการผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนาระบบย่อยของดาวเทียมตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอวกาศ สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยด้วยเทคโนโลยี สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมหาศาลปั้นแรงงานทักษะสูง (Empowering Knowledge Economy)
นอกจากนี้ กำหนดจะถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้คนไทย สร้างผู้เชี่ยวชาญ วิศวกร การจ้างงานผู้มีทักษะสูง (High-Value Jobs และเครือข่ายบุคลากรด้านอวกาศไม่ต่ำกว่า 3,000 คน สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างได้ต่อยอดธุรกิจจากฐานข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data Economy)
ภาพถ่ายจากดาวเทียมและข้อมูลเชิงพื้นที่มหาศาล (Big Data) จะเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพและภาคเอกชน นำไปสร้างสรรค์แอปพลิเคชันหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อให้เกิดมูลค่าในเศรษฐกิจอวกาศในวงกว้าง เช่น แอปฯ วางแผนโลจิสติกส์, เทคโนโลยีประกันภัยพืชผล หรือ แพลตฟอร์มวิเคราะห์ทำเลทองสำหรับการลงทุน
อย่างไรก็ตาม OECD ย้ำว่า เศรษฐกิจอวกาศ ก็มีอีกด้านของเหรียญที่ต้อง ให้ความสำคัญนั่นคือ การสะสมของเศษซากอวกาศในวงโคจรของโลกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นเป็นปัญหาสำคัญสำหรับอนาคตของภาคอวกาศ
ปัจจุบันมีเศษซากอวกาศที่สามารถระบุและติดตามได้ประมาณ 25,000 ชิ้นในวงโคจร แต่จำนวนเศษซากอวกาศที่ยังไม่สามารถติดตามได้นั้นอาจมีมากถึงหลายร้อยล้านชิ้น ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ความหนาแน่นของเศษซากเหล่านี้อาจสูงถึงระดับที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของการชนกันที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ซึ่งอาจทำให้วงโคจรบางแห่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมสูงไม่สามารถใช้งานได้
ความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างมาก การพัฒนาเทคโนโลยี และการกำหนดนโยบายที่สร้างสรรค์อย่างเศรษฐกิจอวกาศจะช่วยสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และทำให้เศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ไม่กลายมาเป็นปัญหาทิ่มแทงมนุษยชาติในรุ่นต่อๆไป

