ตั้งแต่ปี2017 –มี.ค.2026 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EVรวมกว่า182,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการผลิตรถยนต์EVทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จ สะท้อนไทยกำลังเป็นผู้เล่นหนึ่งในตลาดEVที่กว้างใหญ่และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
หลังจากเติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อปีที่แล้ว ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2026 โดยแตะระดับ 23 ล้านคัน และคิดเป็นเกือบ 30% ของรถยนต์ทั้งหมดที่ขายทั่วโลก ตามรายงาน Global EV Outlook ฉบับใหม่ประจำปีของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ( IEA)
รายงานระบุถึงแนวโน้มตลาดและนโยบายที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ รวมถึงผลของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งมีต่อระบบไฟฟ้า น้ำมัน และการปล่อยมลพิษ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง
ปี68รถที่ออกใหม่4 คันเป็นรถEV ถึง1คัน
ในปี 2025 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเติบโตขึ้น 20% เกิน 20 ล้านคัน หมายความว่า 1ใน 4 ของรถยนต์ใหม่ที่ขายทั่วโลกเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ในประมาณ 40 ประเทศ รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 10% หรือมากกว่าของรถยนต์ใหม่ที่ขายทั้งหมด
ในแง่ของการผลิต ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนซัพพลายรถยนต์ไฟฟ้าถึง 60% ของยอดขายทั่วโลก ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปและอเมริกาเหนือครองยอดขายทั่วโลกประมาณ 15% เท่ากัน
หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในจีนและสหรัฐยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2026 ลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 อย่างไรก็ตาม การลดลงโดยรวมนี้ได้บดบังการเติบโตของยอดขายที่แข็งแกร่งในหลายประเทศและภูมิภาคอื่นๆ ในยุโรป ที่พบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีต่อปี และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ยอดขายเพิ่มขึ้น 80% และในละตินอเมริกา ยอดขายเพิ่มขึ้น 75% ในเดือนมี.ค. เกือบ 90 ประเทศทั่วโลกมียอดขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีต่อปี โดยประมาณ 30 ประเทศมียอดขายที่ทำลายสถิติแบบรายเดือน
EV ทั่วโลกแตะ 500 ล้านคันในอีก 9ปี
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของ IEA กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนที่แข่งขันได้มากขึ้นในตลาดสำคัญๆ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นความต้องการ รวมถึงจากผู้บริโภคที่กังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน ประเมินว่า ภายในปี 2035 แม้จะไม่มีการประกาศนโยบายใหม่ใดๆ คาดการณ์ว่าจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก (ไม่รวมรถสองล้อและสามล้อ) จะพุ่งสูงถึง 510 ล้านคัน จากเกือบ 80 ล้านคันในปัจจุบัน
“ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทำลายสถิติใหม่ในเกือบ 100 ประเทศเมื่อปีที่แล้ว ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์และระบบพลังงานโดยรวม และกำลังช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า การลดลงของราคาแบตเตอรี่และการตอบสนองเชิงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นต่อวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบัน จะช่วยผลักดันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตต่อไป
รายงานพบว่ายอดขายรถบรรทุกไฟฟ้าก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2025 จากปีที่แล้ว รถบรรทุกไฟฟ้าคิดเป็นเกือบหนึ่งในสิบของรถบรรทุกที่ขายทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว และกลุ่มยานพาหนะทางถนนที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากที่สุด คือ รถสองล้อและสามล้อ ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2025
อาเซียนแข่งผุดนโยบายหนุนEV
รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีแรงผลักดันด้านรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 20% จากการคาดการณ์ล่าสุด ส่วนแบ่ง
ดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 60% ภายในปี 2035 โดยอาศัยกลไกราคาและนโยบายที่เอื้ออำนวย บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้ประกาศแผนการขยายหรือต่อยอดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว เพื่อเป็นการตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน
ขณะที่ จีนยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเกือบสามในสี่ของจำนวนเกือบ 22 ล้านคันที่ผลิตทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากกำลังการผลิตเกินความต้องการภายในประเทศ การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของจีนจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 2.5 ล้านคัน
โดยมีจีนเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในปี 2025 และมีส่วนแบ่งการผลิตวัสดุสำคัญในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่านั้น จำนวนนี้ยังไม่รวมเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีผู้เล่นที่บทบาทในสัดส่วนที่ต่างกันออกไป
ไทยหวังคว้าฐานผลิตยานยนต์แห่งอนาคต
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Policies to Accelerate Smart and Green Mobility” โดยชี้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล หรือที่เรียกว่าACESซึ่งประกอบด้วยAutonomous, Connected, ElectricและShared Mobilityส่งผลให้ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS)กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ไปสู่การเป็น “ฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตแบบครบวงจร” ของภูมิภาค ทั้งในมิติของGreenและSmart Mobilityที่ต้องมาคู่กัน
วิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าทำให้เห็นว่าGreen Mobilityไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามกระแสการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เรากำลังชิงจังหวะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านนั้น พร้อมทั้งดึงดูดบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์EVทุกประเภท รวมทั้งชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้มาตั้งฐานการผลิตและส่งออกในไทย นอกจากนี้ บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงเข้าสู่ซัพพลายเชนโลกได้อย่างแข็งแกร่ง โดยบีโอไอได้หารือร่วมกับ 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อจัดทำมาตรการระยะต่อไป ทั้งการสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ในไทยอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยมีเป้าหมายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค

