ความสะดวก ง่ายในการทำธุรกิจ ถือเป็นชัยชนะไปแล้ว ครึ่งทาง แต่นั่นอาจเป็นแค่ความฝันของนักธุรกิจ หรือ เป็นความจริงที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย
ธนาคารโลก (World Bank) มีการประเมินโดยใช้ชื่อว่า “Ease of doing Business” ซึ่งมีการเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินดัชนีความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจของประเทศต่างๆ มาใช้ดัชนีใหม่ที่เรียกว่า (Business Ready) หรือ “B-READY”
สาระสำคัญของ B-READY คือการประเมินวัตถุประสงค์: ประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุน โดยปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อภาคเอกชนมากขึ้น โดยให้ความสำคัญ 3 เสาหลัก (Pilar) เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ที่สะท้อนจากประสบการณ์จริงของภาคเอกชนได้แก่
- กรอบการกำกับดูแล (Regulatory Framework)
- การบริการสาธารณะ (Public Services)
- ประสิทธิภาพการดำเนินการ (Operational Efficiency)
นอกจากนี้ การประเมิน ยังให้ความสำคัญกับการประกอบธุรกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมครอบคลุมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ความรับผิดชอบ ต่อสิ่งแวดล้อมและความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใสและต้นทุนต่ำควบคู่ไปกับความครอบคลุมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ในการใช้บริการและการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหนึ่งในกฎหมายที่จะมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงดังกล่าวคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนฉบับใหม่
โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะมีขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้บังคับ และจะเป็นกฎหมายสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการลดภาระการติดต่อรัฐ และยกระดับบริการภาครัฐให้รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น
สำหรับกฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านราชการทันใจ และการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนและภาคธุรกิจรู้ขั้นตอน ระยะเวลา เอกสาร และค่าธรรมเนียมของงานบริการรัฐที่ชัดเจน หน่วยงานรัฐต้องลดการเรียกเอกสารซ้ำ หากรัฐมีข้อมูลอยู่แล้วหรือสามารถเชื่อมโยงจากระบบกลางได้ ไม่ผลักภาระให้ประชาชนต้องนำเอกสารไปยื่นซ้ำอีก
ที่สำคัญ กฎหมายยังเปิดทางให้ใช้ระบบอนุญาตหลัก หรือ Super License ในกิจการที่ต้องขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน ที่เมื่อได้รับใบอนุญาตหลักแล้ว ให้ถือว่าได้รับใบอนุญาตรองที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขที่กำหนด จะลดปัญหาผู้ประกอบการต้องเดินเอกสารหลายรอบ หลายหน่วยงาน และยังให้มีศูนย์รับคำขอกลาง เพื่อรับคำขอและส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับระบบราชการให้สนับสนุนการประกอบธุรกิจจริง ลดต้นทุน ลดเวลารอคอย และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานภาครัฐ รองรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้ากฎหมายและระบบเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐควบคู่กัน โดย ครม. เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพบริการ ลดการเรียกเอกสารซ้ำ และช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบทำงานได้แม่นยำขึ้น
ทั้งนี้รัฐบาลไม่ได้ปรับปรุงกฎหมายแบบแยกส่วน แต่ทำการแก้ไขกฎหมายที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบให้หน่วยงานรัฐทำงานคล่องขึ้น ประชาชนติดต่อราชการได้สะดวก ผู้ประกอบการเดินหน้าธุรกิจได้รวดเร็วขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การมีงานทำของประชาชน

