วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘วี.ที. การ์เมนท์’ ปรับเกมธุรกิจรับโลกเปลี่ยน ชี้คน-เทคโนโลยีต้องเติบโตไปด้วยกัน

‘วี.ที. การ์เมนท์’ ปรับเกมธุรกิจรับโลกเปลี่ยน           ชี้คน-เทคโนโลยีต้องเติบโตไปด้วยกัน

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นเหตุประจำสำหรับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจ ภาคการค้า และภาคอุตสาหกรรม แต่ความเปลี่ยนแปลงปัจจุบันดูเหมือนจะเร็วและเพิ่มความท้าทายมากขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่อยู่คู่สังคมไทยมานานหลายสิบปีก็กำลังเผชิญบททดสอบแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน

ชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ Group Managing Director VT Group หรือ บริษัท วี.ที. การ์เม้นท์ จำกัด (V.T. Garment) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ (Outdoor) และสปอร์ตแวร์ รวมถึงยังมีไลน์การผลิตเสื้อเกราะกันกระสุน ซึ่งผ่านการทดสอบจากหน่วยงานความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับ ธุรกิจหลักของบริษัทเป็นการผลิตป้อนให้แบรนด์ Patagonia สัญชาติอเมริกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเสื้อกันหนาว (สเวตเตอร์) และแบรนด์ Montbell ซึ่งเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งด้านเสื้อผ้าเพื่อกิจกรรมกลางแจ้งในญี่ปุ่น รวมถึงยังมีแบรนด์ของตัวเองด้วยบางส่วน และมีแผนจะพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของตัวเองต่อไป

“บริษัทเปิดมา 40 ปีแล้ว คุณพ่อผมเป็นผู้ก่อตั้ง ผมเป็นทายาทรุ่นที่ 2 บริษัทมีคู่ค้าที่ดีอย่างแบรนด์ Patagonia ซึ่งไม่ได้มองหาแค่แหล่งผลิตสินค้า แต่มองหาคู่ค้าทางธุรกิจที่มีแนวทางเดียวกันคือ Fair Trade ซึ่งบริษัทยึดแนวทางนี้ จึงเป็นคู่ค้ากันมานานถึง 20 ปี”

ไม่เพียงการดูแลคนทำงาน แต่บริษัทยังคำนึงถึงสวัสดิภาพด้านอื่นๆ ยกตัวอย่างอาคารอายุ 30 ปี ก็ปรับให้เป็นอาคารทันสมัย เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และสามารถประหยัดพลังงานได้ด้วย ทั้งนี้ ได้แปลความยั่งยืนว่าไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ แต่เป็นการทำกำไรที่เติบโตและยืนอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งธุรกิจไม่จำเป็นต้องลงไปเล่นเกม “ถูกที่สุด” เสมอไป

จุดยืนFair Tradeดึงพาร์ทเนอร์ระดับโลก

บริษัทมีจุดยืนของตัวเองในการสร้างคุณค่าที่ชัดเจนมากพอ ซึ่งดึงดูดพาร์ทเนอร์ในระดับโลกมาร่วมจับมือแล้วเติบโตไปพร้อมกับอุดมการณ์ที่ดีที่บริษัทยึดถือ

“ประเทศจีนเนี่ยไม่ใช่คู่แข่งแล้ว ตอนนี้จีนมีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 20,000 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งสูงกว่าไทย และอุตสาหกรรมของจีนมีขนาดใหญ่ที่ต้องการคำสั่งซื้อที่ใหญ่พอกัน ขณะที่ไทยสามารถปรับและรับมือกับทุกรูปแบบของคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ”

ชลัมพล กล่าวอีกว่า ดังนั้นการพัฒนาองค์กรจึงไม่สามารถหยุดนิ่งได้ แม้ปัจจุบันดำเนินการปรับปรุงมามากแล้ว แต่ก็เห็นว่ายังมีอีกหลายส่วนที่ต้องทำต่อไป โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ที่ผ่านมาพบว่าหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีสามารถผลิตหรือตัดเย็บเสื้อผ้าได้ แต่อาจไม่ดีเท่าที่ควร เช่น ตะเข็บไม่เรียบร้อยหรือดูไม่สวย แต่เมื่อนำเครื่องจักรมาทำงานร่วมกับ “คน” ก็พบว่าคุณภาพงานดีเหมือนเดิมแต่ใช้เวลาลดลง เช่น การเย็บกระเป๋าเสื้อ เดิมต้องใช้คน 5 คน แต่ตอนนี้ใช้เลเซอร์กำหนดการวางผ้า จึงเหลือคนทำงานแค่ 1 คนเท่านั้น 

ไลน์การผลิตเร็ว-คนงานมีสภาพแวดล้อมดี

ขณะเดียวกันคนงานก็ไม่จำเป็นต้องมีทักษะสูงมาก ซึ่งทำให้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน  ดังนั้นไลน์การผลิตโดยรวมจะสามารถผลิตเสื้อที่ใช้เวลาตัวละ 45 นาที จากอัตราเฉลี่ย 1 คน ทำหน้าที่เดียว คนละ 1 นาที ทำให้ทุกคนทำงานเท่ากันหมด ในสภาพแวดล้อมที่ใส่ใจสรีระของคนงาน เช่น หากตั้งครรภ์ก็จะย้ายไปทำแผนกอื่นที่หมาะสมจนกว่าจะคลอด

ปัจจุบัน บริษัทมีคนงานรวม 2,000 คน แบ่งเป็นที่ไทย 1,200 คน และที่เมียนมา 800 คน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ปี ทั้งสองแห่งอยู่บนหลักการ Fair Trade เหมือนกัน

ปัจจุบันธุรกิจหลักเป็น OEM หรือการรับจ้างผลิต ซึ่งเป็นเฟส 1 มีผลกำไรที่ดีเพียงแค่มีคำสั่งซื้อจากเจ้าของแบรนด์ แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งคือ เสื้อผ้าที่ขายในท้องตลาดจะมีราคาขายมากกว่าต้นทุนการผลิตถึง 5 เท่า เช่น ต้นทุนการผลิตตัวละ 20 ดอลลาร์ ราคาขายที่ร้านจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ 

เร่งเครื่องคว้าโอกาสเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม

ส่วนต่างนี้คือโอกาสของธุรกิจ นั่นคือการก้าวเข้าสู่ ODM หรือการผลิตที่มาพร้อมกับการออกแบบร่วม โดยบริษัทจะต้องมีส่วนแสดงความเห็นร่วมในการออกแบบสินค้าแต่ละครั้งของการผลิต เช่น การร่วมวิเคราะห์เนื้อผ้า ลายผ้า ในขั้นนี้บริษัทมีเครื่องออกแบบ 3 มิติ (3D Design) ที่จะช่วยประเมินว่าแบบเสื้อผ้านั้นๆ เมื่อตัดเย็บเสร็จแล้วจะใช้งานได้จริงหรือไม่ หรือมีข้อติดขัดตรงไหน รวมถึงการประเมินลายผ้าเพื่อความสวยงามด้วย เทคโนโลยีส่วนนี้จะช่วยลดขั้นตอนในแง่จำนวนครั้งการออกแบบได้มาก

ส่วนขั้นที่สูงสุดคือ OBM หรือ การผลิตเพื่อป้อนแบรนด์ของตัวเอง ก็จะทำให้ธุรกิจสามารถคว้าส่วนต่าง 5 เท่า ระหว่างการผลิตและการจำหน่ายปลายทางไว้ได้ สำหรับขั้นนี้ ยอมรับว่าต้องให้ภาครัฐมีส่วนช่วยอย่างมากเพื่อให้ไทยสามารถสร้างแบรนด์และมีความแข็งแกร่งเพื่อยืนระยะในทางธุรกิจได้จริง

แนะรัฐหนุนแบรนด์ไทยยืนระยะอย่างแข็งแกร่ง

เบื้องต้นเสนอว่า ควรให้แต้มต่อสำหรับแบรนด์สินค้าไทย ทั้งในแง่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือการให้สิทธิประโยชน์รูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่การขาย เพราะภาคการผลิตนั้นเก่งอยู่แล้ว หากมีช่องทางขายที่แน่นอนหรือเห็นโอกาส เชื่อว่าจะมีการลงทุนมากขึ้น และทำให้ไทยเป็นผู้เล่นในระดับแบรนด์ที่โดดเด่นได้ เป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมนี้ที่มีอยู่แล้ว และมีจุดแข็งคือ Small Lot ที่สะท้อนความสามารถในการยืดหยุ่นเพื่อรองรับความต้องการของตลาด

ชลัมพล กล่าวอีกว่า เทคโนโลยียังจำเป็นสำหรับการแข่งขันในยุคปัจจุบัน เพราะการลดขั้นตอนและจำนวนคนในสายการผลิตหมายถึงต้นทุนที่ลดลง และลีดไทม์ (Lead Time) ที่เร็วขึ้น ซึ่งคู่ค้าต้องการลีดไทม์ที่เร็วมากขึ้นในระดับสัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือนเหมือนเมื่อก่อน

เทคโนโลยีลดต้นทุนตอบโจทย์ลูกค้า

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยลดความสูญเสียจากขั้นตอนการผลิต เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทตัดสินใจซื้อเครื่องตัดผ้าที่เป็นเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพราะผ้าเป็นต้นทุนสูงถึง 60% ของการผลิตทั้งหมด ดังนั้น การตัดผ้าที่แม่นยำจะทำให้ใช้ผ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมีอัตราสูญเสียเพียง 0.02% เท่านั้น

ด้านปัญหาพลังงานได้ปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ในสัดส่วน 20% ของพลังงานทั้งหมด และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเก่าให้เป็นแบบประหยัดไฟฟ้า เบื้องต้นสามารถลดค่าไฟฟ้าเมื่อปี 2568 มูลค่า 1 ล้านบาท

โดยบริษัทมียอดขายเฉลี่ย 1.4 พันล้านบาท เติบโต 5% เป็นขนาดธุรกิจที่ติดอันดับท็อป 10 (Top 10) ของอุตสาหกรรมนี้ การส่งออกส่วนใหญ่ไปยังสหรัฐ ซึ่งปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตดีอย่างมีนัยสำคัญ

เทคโนโลยีนับเป็นกุญแจสำคัญของการทำให้อุตสาหกรรมลีน (Lean) และตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น แต่การมีเทคโนโลยีแต่คนใช้ไม่เป็น อาจเป็นการสูญเปล่าหรือลดคุณภาพการผลิต 

ดังนั้น การเรียนรู้ไปด้วยกันทั้งเทคโนโลยีและคน จึงเป็นแนวทางการพัฒนาที่น่าจะสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ต่อไป