“ซีอีโอ” ชงข้อเสนอไทยสร้าง New Horizon บนเวที IMF-World ยกระดับประเทศ ดันไทยกลับสู่เรดาร์โลก “ซีพีเอฟ” ชูไทยยืนหนึ่งแหล่งอาหารโลก “บางจาก” เสนอปักธงไบโอ-อีโคโนมี “บาฟส์” แนะไทยสร้างเซฟเฮฟเว่น ดึงกลุ่มเวลเนส และผู้พักระยะยาว “เสนาฯ” ชี้ถึงเวลาปรับเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ส.อ.ท.เสนอ ชู 6 อุตสาหกรรมดันไทยผงาด “สมาพันธ์เอสเอ็มอี” ระบุลองจิวิตี้ เป็นโอกาสใหม่
KEY POINTS
- นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ (CPF) ชูจุดเด่นด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเสนอให้ใช้โมเดลแบบญี่ปุ่นที่บริษัทใหญ่ช่วยสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ให้ SME เพื่อแข่งขันในระดับสากล
- นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช (บางจาก) ผลักดัน "เศรษฐกิจชีวภาพ" (Bio-Economy) เป็นคำตอบหลักของประเทศ โดยสร้างห่วงโซ่คุณค่าครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อให้มูลค่าเพิ่มหมุนเวียนในประเทศ
- หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล (BAFS) เสนอให้วางตำแหน่งไทยเป็น "Safe Haven" หรือพื้นที่ปลอดภัยของโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มพำนักระยะยาว (Long Stay) และส่งเสริมธุรกิจ Wellness และ Healthcare
- ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (เสนาฯ) เรียกร้องให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เช่น ปรับปรุงกฎหมาย ลดขั้นตอนราชการ และแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
- นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล (ส.อ.ท.) ชู 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ (EV) และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI เพื่อขับเคลื่อนประเทศ
- นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช (สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย) ชี้โอกาสทองในธุรกิจ Longivity & Wellness สำหรับ SME และเสนอให้ปรับโครงสร้างภาคเกษตรสู่ "เกษตรแปรรูปมูลค่าเพิ่ม" พร้อมสร้างระบบนิเวศพลังงานสะอาด (Green Energy) เต็มรูปแบบ
ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งกระทรวงการคลัง มองเป็นเวทีระดับโลกที่สร้างโอกาสทองของไทยในการนำเสนอศักยภาพ และโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
ขณะที่การประชุมครั้งนี้ไทยกำหนดแนวคิดหลักในฐานะประเทศเจ้าภาพ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เป็นแนวคิด New Horizons หรือขอบฟ้าใหม่ของไทย เพื่อชี้ถึงอนาคตการพัฒนาที่ไม่อาจวัดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตที่เข้มแข็งจากภายใน ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
“กรุงเทพธุรกิจ” ได้สอบถามความเห็นผู้นำองค์กรธุรกิจถึงข้อเสนอแนวคิดการสร้าง New Horizons ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะถัดไป
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยยังมีจุดเด่นด้านความมั่นคงทางอาหารที่ทั่วโลกมองไทยเป็นแหล่งอาหารสำคัญ และมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่ง สะท้อนจากความสำเร็จของงาน THAIFEX ครั้งล่าสุดที่ขยายพื้นที่จัดงาน และได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมหาศาล
“ความมั่นคงอาหารถือเป็นจุดยืนของไทยที่ชัดเจนมาก ทุกคนมองไทยเป็นพันธมิตรที่จะช่วยในธุรกิจอาหารได้ดีเยี่ยม โดยความคืบหน้าของความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) มีแนวโน้มสำเร็จช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ยุโรปเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อกระจายแผนงานไปทั่วอาเซียน" นายประสิทธิ์ กล่าว
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ถึงแม้ไทยจะมีจุดเด่นหลายด้านที่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ แต่อีกจุดที่ต้องมองอย่างใกล้ชิดเป็นศักยภาพของเวียดนามที่ได้เปรียบด้านโครงสร้างประชากรที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี และขนาดตลาดใหญ่กว่าไทยเกือบเท่าตัว ประกอบกับรัฐบาลเวียดนามที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทำให้ปัจจุบันมีนักลงทุนรายใหญ่จากต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปเป็นจำนวนมาก
ในขณะที่ไทยยังประสบปัญหากฎระเบียบที่ซับซ้อน และทัศนคติที่มักแยกส่วนระหว่างทุนใหญ่กับ SME จึงเสนอว่าไทยควรนำโมเดลแบบญี่ปุ่นมาใช้ คือ ให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้นำ และสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน และซัปพลายเออร์รายย่อย เพื่อให้ธุรกิจทุกระดับอยู่รอด และแข่งขันได้ในระดับสากล
"ไทยผ่านช่วงเวลายากลำบากที่สุด ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมาแล้ว โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่มีแนวโน้มเบาบางลง จากนี้เชื่อว่าการบริหารจัดการที่ดีจะสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และพลังงานสะอาด ที่จะเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ให้ประเทศ"
“เศรษฐกิจชีวภาพ” คำตอบหลักของไทย
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า New Horizon หรือขอบฟ้าใหม่เศรษฐกิจไทยอยู่ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่โลกต้องการทางเลือกใหม่ โดยเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) เป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ประเทศไทยได้แท้จริงที่สุด
สำหรับแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงวางรากฐานไว้เมื่อ 30-40 ปีก่อน
สำหรับจุดแข็งของเศรษฐกิจชีวภาพคือ การสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)ภายในประเทศอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย
1.ต้นน้ำ การส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ 2.กลางน้ำ การนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นน้ำมัน และพลังงานชีวภาพ และ 3. ปลายน้ำ การต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไบโอพลาสติก (Bioplastic), ไบโอคอสเมติก (Biocosmetic) และไบโอเมดิซีน (Biomedicine)
“การสร้างสายคุณค่าที่ยาวขนาดนี้ จะทำให้เม็ดเงิน และมูลค่าเพิ่มทั้งหมดหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ ซึ่งจะเป็น New Horizon ที่เราควรโปรโมตอย่างจริงจัง” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ไทย Safe Haven ดึงกลุ่มพักยาว-Wellness
หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับไทยเพราะต้องเผชิญวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ทุกธุรกิจอยู่ภายใต้แรงกดดันสูง โดยทำให้ผู้ประกอบการทบทวนแผนการลงทุนเพื่อรักษาอัตรากำไร และให้คงเดินหน้าต่อได้
แม้จะมีวิกฤติแต่ยังมองเห็น New Horizon หรือโอกาสใหม่ของประเทศไทยในฐานะ Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยของโลก โดยพบว่ามีนักท่องเที่ยวหนีภัยสงครามเดินทางมาพักผ่อนในไทยจำนวนมาก เห็นได้จากตัวเลข 5 เดือนแรกที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ขณะที่กลุ่มตะวันออกกลางลดลงจากผลกระทบของสงคราม
“เราต้องเลิกนับเป้าหมายที่จำนวนหัวนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะพฤติกรรมตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นการพำนักระยะยาว (Long Stay) ซึ่งแม้ตัวเลขจำนวนคนจะไม่พุ่งสูง แต่ตัวเลขการใช้จ่ายหรือ Spending จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยธุรกิจที่จะเติบโตได้ดีคือ กลุ่ม Resort, Wellness และ Healthcare ซึ่งสอดรับกับเทรนด์โลกทั้งด้าน EV, พลังงานหมุนเวียน และ AI” หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ กล่าว
เสนาฯ แนะปรับเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่ามาตรการทางเศรษฐกิจชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การลดขั้นตอนราชการ การสร้างความโปร่งใส และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความหวัง และความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคนยังไม่เชื่อมั่นในอนาคต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ก็อาจเห็นผลได้จำกัด” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันเผชิญปัญหารอบด้านทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ ความไม่มั่นใจในอนาคต และเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นความเชื่อมั่นในระยะยาว
ชู 6 อุตสาหกรรมดันไทยผงาดเวทีโลก
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงโอกาสของประเทศในการเข้าสู่กระแสการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือโอกาสการขับเคลื่อนให้ไทยเข้าสู่ “ขอบฟ้าใหม่” (New Horizon) ว่าไทยเข้าสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมใหม่โดยใช้เวทีระดับโลกเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุน
ทั้งนี้ภายใต้แนวคิดน่านฟ้าใหม่ เศรษฐกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วย 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเชื่อมั่นว่าทั้ง 6 กลุ่มนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างผลประโยชน์มหาศาลให้แก่ประเทศไทยในอนาคต
ขณะนี้ ส.อ.ท.ให้ความสำคัญการวางรากฐานเรื่องเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI มาก โดย ส.อ.ท.มีนโยบายหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Intelligent Industry) โดยนำ AI และนวัตกรรมเข้ามาใช้ในระบบการผลิต
สำหรับกระแสดาต้าเซนเตอร์ที่มีข้อกังวลการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า และน้ำ แต่ ส.อ.ท.มองเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญที่จำเป็นในการเป็นฐานรากเพื่อสร้างเทคโนโลยี AI ภายในประเทศ ซึ่งหากบริหารจัดการได้ตรงตามความต้องการของประเทศจะเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
Longivity & Wellness โอกาสใหม่
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความกังวลต่อวิกฤตการณ์พลังงาน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แม้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 จะเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” เข้ามาช่วยประคองการบริโภคในระยะสั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ SME รายย่อยทั่วประเทศก็ตาม
ท่ามกลางวิกฤติยังมองเห็นโอกาสในการพลิกโฉมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผ่าน BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ที่มีมูลค่าการลงทุนหลายแสนล้านบาท และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เป็นโอกาสทองสำหรับ SME ฐานรากจริงๆ คือ Longivity หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรรมไทยต้องถึงเวลาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เลิกตั้งเป้าหมายเพียงการเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 1 แต่เกษตรกรยังยากจน และมีหนี้สิน โดยต้องเปลี่ยนไปสู่ “เกษตรแปรรูปมูลค่าเพิ่ม” ทั้งในภาคประมง ปศุสัตว์ และพืชผล เพื่อเพิ่ม Productivity และสร้างรายได้ยั่งยืน
แนะสร้าง Green Energy เต็มรูปแบบ
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาด (Clean Energy) เป็นหลัก สมาพันธ์ฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) โดยลดสัดส่วนพลังงานฟอสซิล และเร่งผลักดันโซลาร์ฟาร์มชุมชน และในนิคมอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ การสร้าง Ecosystem ของพลังงานสะอาดในประเทศ โดยส่งเสริมให้ใช้ Material หรือแผงโซลาร์ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย (Local Content) มากที่สุด เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ และสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมพลังงานในไทยอย่างแท้จริง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





