วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

ทางออก‘มาเลเซีย’แบนกุ้งไทย ลุยฟ้อง WTO เร่งหาตลาดใหม่ ‘พรีเมียม’

ทางออก‘มาเลเซีย’แบนกุ้งไทย  ลุยฟ้อง WTO เร่งหาตลาดใหม่ ‘พรีเมียม’

“อัทธ์ พิศาลวานิช “ ชี้ มาเลเซีย คุมเข้มนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียเป็นการตอบโต้ทางการค้าหลังไทยเคยระงับนำเข้าปลาจากมาเลเซีย หนุนรัฐบาลนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการ WTO แนะเร่งหาตลาดใหม่ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐฯ และจีน ควบคู่ยกระดับมาตรฐาน-ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ดันกุ้งไทยสู่ตลาดพรีเมียม

จุดเริ่มต้นการโต้ตอบทางการค้าระหว่างไทยและมาเลเซีย มีจุดเริ่มต้นจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซียตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก หลังพบปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซียมีสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภคไทย 

ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ยืนยันการดำเนินการทุกมาตรการถูกต้องตามขั้นตอนร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อคัดกรองคุณภาพของสินค้าปลากะพงให้ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค โดยทำให้มาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ประกอบด้วย 

กุ้งลายเสือ (Brown Tiger Prawn)

กุ้งแชบ๊วย (Banana Prawn) 

กุ้งขาวแวนนาไม (Whiteleg Shrimp)

กุ้งกุลาดำ (Giant Tiger Prawn) 

กุ้งน้ำเงิน (Blue Shrimp)

สำหรับการระงับการนำเข้าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากไทยดำเนินมาตรการต่อสินค้าปลากะพงมาเลเซีย โดยการระงับนำเข้ากุ้งไทยเป็นการดำเนินการกระชั้นชิด ไม่แจ้งล่วงหน้า ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ไทยชี้แจงและกำหนดมาตรการรองรับ โดยมาเลเซียแจ้งให้ไทยทราบวันที่ 28 พ.ค.2569 และมีผลทันทีวันที่ 1 มิ.ย.2569

ทางออก‘มาเลเซีย’แบนกุ้งไทย  ลุยฟ้อง WTO เร่งหาตลาดใหม่ ‘พรีเมียม’

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การที่มาเลเซียบังคับใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าอาหารทะเลจากไทยอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเป้าที่ปลากะพงและกุ้ง 5 สายพันธุ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้า พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารแห่งชาติ 

“เป็นการตอบโต้ทางการค้าที่ไทยเคยระงับการนำเข้าปลาและกุ้งของมาเลเซีย เนื่องจากไทยตรวจพบสารปนเปื้อนทำให้มาเลเซียใช้มาตรการตอบโต้กลับ ซึ่งเห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์มีแนวทางนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการองค์การการค้าโลก (WTO) ในประเด็นการกีดกันทางการค้า”

ทั้งนี้ กระบวนการระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement) ของ WTO อาจต้องใช้ระยะมากกว่า 1 ปี เนื่องจากเป็นกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศใช้เวลานาน 

ดังนั้นรัฐบาลจึงควรดำเนินการควบคู่ไปกับการหาตลาดใหม่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีตลาดเป้าหมายที่สำคัญ 3 ตลาด ประกอบด้วย 

1.ตลาดพรีเมียม ได้แก่ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง 

2.ตลาดที่เติบโตเร็ว ได้แก่ จีน โดยเป็นตลาดขนาดใหญ่ 

3.ตลาดอาเซียน ที่ปัจจุบันมีการส่งออกกุ้งที่มีมาตรฐานระดับหนึ่งไปบ้างแล้ว

นายอัทธ์ กล่าว ในอดีตกุ้งไทยเคยเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของโลก แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาโรคระบาดและการเร่งผลิตจนทำให้นานาชาติขาดความเชื่อมั่น 

ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญเพื่อทวงแชมป์ผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก เป็นการหนีคู่แข่งกลุ่มตลาด Mass ซึ่งปัจจุบันเวียดนามและอินเดียเป็นคู่แข่งสำคัญที่เน้นขายกุ้งราคาถูก โดยไทยต้องหนีไปสู้ในตลาดพรีเมียมแทน รวมทั้งเน้นส่งออกสินค้าคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสุขอนามัย มาตรฐานสากล และดีต่อสุขภาพ

ทางออก‘มาเลเซีย’แบนกุ้งไทย  ลุยฟ้อง WTO เร่งหาตลาดใหม่ ‘พรีเมียม’

นอกจากนี้ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดยุโรปและสหรัฐที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของสินค้า และการแก้ปัญหาโรคระบาดที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาโรคระบาดในกุ้งอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพผลผลิตสินค้าไทย

“ไทยต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งจากการขายแข่งด้านราคาสู่ตลาดพรีเมียมที่เน้นคุณภาพสูง” นายอัทธ์ กล่าว

ไทยเตรียมหารือบนเวที WTO และอาเซียน

ก่อนหน้านี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขดังกล่าวรัฐบาลไทย โดยกรมประมงและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำหนดประชุมเร่งด่วนเพื่อคลี่คลายปัญหา

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ พร้อมที่จะยกระดับหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือในเวทีที่เกี่ยวข้องในระดับ WTO และอาเซียน โดยขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เร่งหาตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยสถิติการส่งออกกุ้งไปมาเลเซียในช่วงปี 2569 อยู่ที่ 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 44 ล้านบาทต่อเดือน 

พร้อมทั้งได้ดำเนินมาตรการเบื้องต้น 13 มาตรการอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายดูดซับกุ้งไทยได้เดือนละ 400 ตันต่อเดือน ทั้งการหาตลาดทดแทน ทั้งการเปิดจุดรับซื้อกุ้ง รวมถึงการจัดกิจกรรม เพื่อนำผลผลิตที่ถูกกระทบมาจำหน่าย

“สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ลงมือทำขณะนี้ เป็นการช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการช่วยหาทางเร่งระบายผลผลิตที่ถูกระงับการนำเข้า ไม่ใช่แค่จัดการหรือแค่สนับสนุนให้บริโภคกุ้งภายในประเทศ แต่จะดำเนินการหลายมาตรการ  โดยเฉพาะการหยิบยกไปหารือระดับ WTO และระดับอาเซียน”นางศุภจี กล่าว

ผลกระทบ 4 ด้าน ต่อประเทศไทย

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (สคต.กัวลาลัมเปอร์) วิเคราะห์ผลกระทบการบังคับใช้มาตรการของมาเลเซียจะกระทบห่วงโซ่อุปทานการส่งออกอาหารทะเลไทยหลายมิติ คือ

1.ผลกระทบต่อผู้ส่งออกและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง (รุนแรงระยะสั้น) โดยการระงับนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์หลักกะทันหันจะทำให้สูญเสียรายได้จากตลาดมาเลเซียโดยตรงหากส่งออกไม่ได้ อาจทำให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในประเทศ ซึ่งอาจกดดันราคากุ้งในไทยตกต่ำลง เกษตรกรและผู้ส่งออกต้องเร่งระบายสินค้าไปตลาดทดแทนอื่นเร่งด่วน

2.ผลกระทบต่อผู้ส่งออกปลากะพง (ภาระต้นทุนและเวลา) โดยการบังคับใช้ใบรับรอง Certificate of Analysis (CoA) สร้างต้นทุนแฝงให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งค่าใช้จ่ายในการส่งตรวจห้องปฏิบัติการ (Lab) และระยะเวลาการรอผลตรวจอาหารทะเลสดหรือแบบมีชีวิต 

3.ผลกระทบด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดน ในช่วงแรกของการบังคับใช้มาตรการ (SOP ใหม่) อาจเกิดความแออัดและความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้า ณ ด่านพรมแดนเนื่องจากเจ้าหน้าที่มาเลเซีย (MAQIS) ต้องตรวจสอบเอกสารเข้มงวด

4.ผลกระทบเชิงความสัมพันธ์ทางการค้า ซึ่งการที่มาเลเซียระบุชัดเจนว่าเป็น “มาตรการตอบโต้แบบต่างตอบแทน (Reciprocal)” สะท้อนถึงความตึงเครียดนโยบายการค้าสินค้าเกษตร 2 ประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีหรือมาตรการกีดกันทางการค้า (NTB) ในสินค้าชนิดอื่น