วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ลดหย่อนพ่อแม่’ ชน ‘บัตรคนจน’ เกณฑ์คัดกรองสวัสดิการรัฐสู่ปมครอบครัว

‘ลดหย่อนพ่อแม่’ ชน ‘บัตรคนจน’ เกณฑ์คัดกรองสวัสดิการรัฐสู่ปมครอบครัว

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมไทย ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยหนึ่งในประเด็นที่กลายข้อถกเถียงคือการให้นำข้อมูลการลดหย่อนภาษีบิดามารดามาใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจในวงกว้างและเกิดคำถามถึงความสมเหตุสมผลว่า รัฐกำลังบังคับให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างสิทธิบัตรคนจนของบิดามารดากับสิทธิลดหย่อนภาษีของบุตร ซึ่งอาจประหยัดเงินได้เพียงไม่กี่พันบาทต่อปี

นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า บัตรคนจนของไทยเผชิญกับปัญหาการคัดกรองมาโดยตลอด โดยอ้างอิงจากงานศึกษาของ “นายฉัตร คำแสง” ที่ระบุว่าประเทศไทยมีคนจนอยู่ราว 4 ถึง 5 ล้านคน แต่กลับมีผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสูงถึง 14.6 ล้านคน หรือมากกว่าจำนวนคนจนจริงถึง 3 เท่า ในขณะที่คนจนตัวจริงเกือบครึ่งหนึ่งกลับตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว

นอกจากนี้ งานวิจัยของ “นายวีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร” ยังชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าตกใจว่า 70% ของการรั่วไหลในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกิดจากผู้ได้รับสิทธิที่มีรายได้จริงสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ปัญหานี้เป็นความท้าทายที่จัดการได้ยาก เนื่องจากผู้ถือบัตรจำนวนมากประกอบอาชีพอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัว ทำให้ภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบรายได้ที่แท้จริงได้โดยตรง 

ท่ามกลางภาวะที่ประเทศมีข้อจำกัดทางการคลังเพิ่มขึ้นทุกปีและกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การผลักดันให้เม็ดเงินสวัสดิการมุ่งเป้าไปยังผู้ที่เดือดร้อนจริงจึงเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

กระทรวงการคลังจึงพยายามยกระดับการคัดกรองให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยดึงข้อมูลเชิงลึกทางเศรษฐกิจมาประกอบการพิจารณา ทั้งข้อมูลสินเชื่อ การถือครองทรัพย์สิน การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ รวมถึงการทำประกันชีวิต ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้ได้รับการยอมรับจากสังคมเพราะสะท้อนศักยภาพทางการเงินได้โดยตรง แต่ชนวนดราม่ากลับปะทุขึ้นเมื่อรัฐเลือกใช้ "การลดหย่อนภาษีบิดามารดา" มาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด 

โดยภาครัฐประเมินว่า หากผู้สูงอายุมีบุตรที่มีรายได้ถึงขั้นเสียภาษีและมีการใช้สิทธิลดหย่อน ย่อมเป็นสัญญาณสะท้อนว่าครอบครัวนั้นมีศักยภาพในการดูแลกันเองได้มากกว่าครัวเรือนที่ไร้การช่วยเหลือ

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของประชาชน การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่เหมาะสมในทางปฏิบัติ เนื่องจากความเป็นจริงในสังคมมีบุตรบางกลุ่มที่ใช้สิทธิลดหย่อนแต่ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูบิดามารดาจริง ขณะที่ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังต้องพึ่งพารายได้ตนเองและสวัสดิการจากรัฐเพื่อประทังชีวิต

นโยบายนี้จึงถูกสะท้อนกลับว่าไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของแต่ละครอบครัว และเมื่อระบบเกิดความผิดพลาด ผลกระทบเชิงลบจะตกอยู่กับกลุ่มผู้สูงอายุที่เปราะบางที่สุดทันที

ยิ่งไปกว่านั้น กฎเกณฑ์ดังกล่าวยังอาจสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ระดับครอบครัว ทำให้บิดามารดาเกิดความลังเลใจที่จะให้บุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามกฎหมาย

นายอธิภัทร ระบุว่า เป้าหมายสูงสุดของนโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่าย ลดภาระการพิสูจน์ตัวตน และลดต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับจากความผิดพลาดของระบบ

การถกเถียงในประเด็นนี้จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การตัดสินว่ารัฐควรเดินหน้าหรือถอยหลัง แต่ควรเป็นจังหวะก้าวสำคัญให้สังคมไทยหันมาร่วมกันออกแบบระบบคัดกรองสวัสดิการรัฐให้มีความแม่นยำ เป็นธรรม และเข้าถึงกลุ่มคนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง