วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

เจาะเหตุผล รัฐลุย 'แลนด์บริดจ์' โอกาสเหมาะ ดันโลจิสติกส์ไทย

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) หนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลประกาศเดินหน้าผลักดัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านเรื่องความคุ้มค่าทางการลงทุน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความสำคัญของการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า ขอชี้แจงเพื่อแก้ความเข้าใจผิดเรื่องการใช้งบประมาณภาครัฐ โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีภาระการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์นี้ เพียงแค่การเวนคืนที่ดินเท่านั้น ซึ่งประมาณการงบประมาณไว้ที่ 13,000 - 14,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่เวนคืนตลอดแนวเส้นทาง 90 กิโลเมตรทั้งสองฝั่ง โดยแนวเส้นทางการก่อสร้างจะมีการเจาะอุโมงค์ 12 ช่วง

สำหรับข้อมูลที่สื่อสารออกไปว่ารัฐบาลต้องใช้งบประมาณถึง 1 ล้านล้านบาทนั้น ยืนยันว่าไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะหน้าที่ในการลงทุนก่อสร้าง และการดำเนินการทั้งหมดจะเป็นของภาคเอกชน ที่จะเข้ามาร่วมลงทุนและศึกษาความเป็นไปได้ในรูปแบบการลงทุนต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นอีกหนึ่งโครงข่ายสำคัญที่จะเชื่อมการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลได้วางรากฐานทางรางไว้อย่างเป็นระบบ มีแนวเส้นทางรถไฟทางคู่จากกรุงเทพฯ ถึงชุมพร ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และในงบประมาณปี 2570 จะดำเนินการต่อเนื่องจากชุมพรไปยังสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ จนถึงชายแดนมาเลเซีย เพื่อให้เป็นรถไฟทางคู่ตลอดสาย ช่วยสนับสนุนการขนส่งสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ยืนยันได้ว่าแลนด์บริดจ์ในยุคนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมฝั่งตะวันตกและตะวันออกของภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมต่อเหนือและใต้ โดยเฉพาะการรองรับตู้สินค้าจากจีนตอนใต้ ผ่านระบบรางที่กำลังก่อสร้างเชื่อมไปยังหนองคาย เชียงราย และเชียงใหม่ เพื่อขนส่งต่อไปยังตะวันออกกลางและยุโรปออกทางแลนด์บริดจ์ไปยังการขนส่งทางทะเล

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ยังมีเป้าหมายในการดึงส่วนแบ่งทางการตลาดกลับคืนมา โดยปัจจุบันสินค้าในภาคใต้ของไทยต้องส่งไปลงเรือที่ท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย ถึงปีละประมาณ 300,000 ตู้ หากแลนด์บริดจ์สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาท่าเรือปีนังอีกต่อไป แต่สามารถใช้ท่าเรือระนองเป็นจุดศูนย์กลางในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีนและอินเดียได้โดยตรง

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่สถานะโครงการแลนด์บริดจ์ของไทยยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ แต่ในปีหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ของมาเลเซีย ซึ่งเชื่อมระหว่างพอร์ตกลัง (Port Klang) กับรัฐกลันตัน (Kelantan) จะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ระยะทางยาวถึง 640 กิโลเมตร ในขณะที่เส้นทางแลนด์บริดจ์ของไทยมีระยะทางเพียง 90 กิโลเมตรเท่านั้น

ขณะที่ความได้เปรียบของแลนด์บริดจ์ไทย คือ สามารถประหยัดเวลาและคุ้มค่ากว่า เพราะการขนส่งผ่านเส้นทางของมาเลเซีย เช่น จากพอร์ตกลังไปช่องแคบมะละกา หรือจากกลันตันไปสิงคโปร์ จะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 1.5 วัน แต่เส้นทางของไทยสามารถช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางของเรือได้ถึง 2 ถึง 2.5 วัน ดังนั้นแลนด์บริดจ์เป็นความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการขนส่งทั่วโลกให้ความสำคัญที่สุด