เกณฑ์ใหม่ในการคัดกรอง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ซึ่งเปิดให้ผู้ถือบัตรเดิม 13.18 ล้านคน ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ ได้ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย.2569 กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเกณฑ์บุคคลต้องห้าม ตัดสิทธิคนที่มีชื่อในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เรื่องการนำข้อมูลลดหย่อนของผู้เสียภาษีมาเป็นเกณฑ์คัดกรองนั้น เน้นย้ำว่า ไม่มีนโยบายในการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง เพียงแต่สั่งการกรมสรรพากรให้นำข้อมูลมาตรวจสอบดูว่า ในบรรดาผู้ที่ยื่นแบบภาษีจำนวน 11 ล้านคน มีจำนวนกี่คนที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
จากนั้นจึงนำมาเทียบกับข้อมูลว่าบิดามารดาของบุคคลเหล่านั้นถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่หรือไม่
นายลวรณ กล่าวว่า กรณีผู้ที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้กลับไปดูแลบิดามารดาจริง ถือว่าไม่สมควรที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนดังกล่าวตั้งแต่แรก หากบิดามารดาถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพราะถูกลูกนำชื่อไปใช้หักลดหย่อนภาษี บิดามารดาสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ได้
โดยในกรณีที่มีการอุทธรณ์ กระทรวงการคลังจะพิจารณาฝั่งบิดามารดาเป็นหลัก เนื่องจากถือว่าเป็นเจ้าของสิทธิที่ถูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี
“หากบิดามารดายืนยันว่าไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากลูกจริงตามที่ลูกนำไปกล่าวอ้าง ผลที่ตามมาคือ ในปีภาษีหน้า ลูกก็จะไม่สามารถนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีก”
สำหรับ เกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ นี้ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยกระทรวงการคลังจะมีการประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค.2569 และชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวถูกตัดสิทธิด้วยเกณฑ์ข้อใด และในแต่ละเกณฑ์นั้น มีผู้ที่ถูกคัดกรองออกไปเป็นจำนวนเท่าใด
ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกตัดสิทธิจะได้รับทราบข้อมูลโดยตรงด้วยว่าตนเองหลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการด้วยเกณฑ์ข้อใด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิสามารถดำเนินการยื่นอุทธรณ์ได้ตรงตามความเป็นจริง ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค.2569
3 หลักการคัดกรอง "จนไม่จริง"
นายลวรณ เน้นย้ำว่า แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดแรงเสียดทานอยู่บ้าง โดยขอยืนยัน 3 เรื่อง คือ
1.) เกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มคนที่ยากจน และมีความลำบากที่สุด
2.) สำหรับผู้ที่มีความยากจนในระดับที่น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับบัตร จะได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการรัฐอื่นๆ
3.) ผู้ที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้มีการอุปการะเลี้ยงดูบุพการีจริง จะต้องถูกตัดสิทธิการลดหย่อน เพราะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของมาตรการ และเป็นการใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อประโยชน์ด้านภาษี
ช่วงอุทธรณ์ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนส.ค.และ ก.ย.ผู้ยื่นอุทธรณ์จะยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามเดิม ซึ่งในระหว่างนี้รัฐบาลอาจมีการพิจารณาเปิดลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ซึ่งในขณะนี้ยังมีโควตาสิทธิเหลืออยู่อีกประมาณ 4 ล้านสิทธิ คาดว่า จะสามารถนำมารองรับบุคคลที่หลุดจากเกณฑ์บัตรสวัสดิการได้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก
“กระบวนการทุกอย่างจำเป็นต้องรอให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนก่อนว่า หลังจากการคัดกรองแล้วมีผู้ที่หลุดออกจากสิทธิจำนวนเท่าใด และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มรายชื่อใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติมซึ่งเบื้องต้นคาดว่ามีอยู่ราว 1 ล้านคน"
จากนั้นรัฐบาลจึงจะนำข้อมูลมาบริหารจัดการว่า สิ่งที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ภายใต้วงเงินงบประมาณที่มีอยู่นั้นสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง
ปลัดกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะยังคงดูแลประชาชนทุกคน แต่รูปแบบการให้ความช่วยเหลือจะปรับเปลี่ยนไปอยู่บนภาพของความเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะไม่ใช้รูปแบบการช่วยเหลือแบบเหมารวมอีกต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


