จาก บัตรประชารัฐ สู่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โครงการ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หรือที่เรียกทั่วไปว่า “บัตรคนจน” มีที่มายาวนานกว่า 9 ปี จากจุดเริ่มต้นที่ชื่อว่า “บัตรประชารัฐ” ที่เริ่มต้นโครงการขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2560 ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ในรูปแบบการให้รับสินค้าอุปโภค บริโภคในร้านค้าที่ร่วมโครงการ ส่วนลดราคาก๊าซหุงต้ม และค่าโดยสารสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง
ในครั้งแรกที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนเกิดขึ้นในวันที่ 3 เมษายน – 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 มีผู้ลงทะเบียนทั้งหมดประมาณ 14.18 ล้านคน มีผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและได้รับสิทธิประมาณ 11.47 ล้านคน โดยในระยะแรกโครงการนี้มีการนำเอาแนวทางการอบรมฝึกทักษะอาชีพเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสามารถประกอบอาชีพใหม่ หรือยกระดับฝีมือในอาชีพเดิมเพื่อเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นเพื่อให้มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์และสามารถออกจากกลุ่มที่ได้สิทธิ์สวัสดิการคนจนของภาครัฐ
โดยรัฐบาลได้มีการตั้งกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้รับงบประมาณสนับสนุนปีละประมาณ 4 – 5 หมื่นล้านบาทเพื่อดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว
สภาพัฒน์แนะเปิดลงทะเบียนใหม่ ทบทวนสิทธิ์ทุกปี
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการให้ความเห็นจากหน่วยงานของภาครัฐอย่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ และคัดกรองผู้ที่สมควรได้สิทธิ์ในโครงการนี้เป็นประจำทุกปี แต่ในทางปฏิบัติการลงทะเบียนเพื่อคัดกรองและตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้มีการเกิดขึ้นจริงทุกปี แต่การให้ความช่วยเหลือผู้ถือบัตรดังกล่าวมีการดำเนินการต่อเนื่องมาทุกรัฐบาล ทุกปีงบประมาณ
ต่อมาโครงการบัตรประชารัฐ มีการเปลี่ยนชื่อเป็น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่เพื่อทบทวนสิทธิ์ครั้งแรกในปี 2565 เป็นการเปิดให้ทั้งผู้ที่มีบัตรเดิมและผู้ที่ไม่เคยมีบัตร ต้องมาลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดเพื่อคัดกรองคุณสมบัติใหม่และเริ่มใช้สิทธิในเดือนมีนาคม 2566 โดยการลงทะเบียนในครั้งนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากผ่านวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการเพิ่มจำนวนจาก 11.47 ล้านคน เป็น 13.18 ล้านคน
โดยสวัสดิการที่ได้คือ ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้า ราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และวงเงินรวมค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะจำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน
อย่างไรก็ตามที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ได้เห็นชอบการดำเนินโครงการฯ ปี2565 ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุตัวผู้มีรายได้น้อยและมีข้อมูลเป็นปัจจุบัน ตลอดอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรสวัสดิการสังคมของภาครัฐ ทั้งนี้ได้มีการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) โดยจะเปิดรับลงทะเบียนตามโครงการฯครั้งต่อไปในระยะเวลาภายใน 2 ปี นับจากวันที่เริ่มใช้สิทธิครั้งแรกในโครงการที่เปิดรับลงทะเบียนครั้งล่าสุด เพื่อให้แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้บัตรฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับข้อเท็จริงในทางปฏิบัติที่ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง
โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย มท. เพื่อสำรวจกลุ่มคนตามชายขอบ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ไม่สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันให้เข้าสู่การคัดกรองตามเกณฑ์ที่กำหนดด้วย
เตรียม 5.5 หมื่นล้าน รับโครงการปีล่าสุด
ส่วนการลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ์สำหรับผู้ที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในปี 2569 นี้ถือว่าเป็นการเปิดให้ยืนยันรับสิทธิ์รอบใหม่ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 14.1 ล้านคน และวงเงินงบประมาณที่เตรียมไว้ในโครงการ 55,257.7 ล้านบาท
โดยกระทรวงการคลังมีการเพิ่มหลักเกณฑ์ในการคัดกรองขึ้นมาให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อคัดแยกคนที่ “อยากจน ออกจากคนที่
คลังชี้เกณฑ์เข้มสกัดคน "อยากจน"
ทั้งนี้ มีการเพิ่มเกณฑ์ในเรื่องของการห้ามเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ หรือเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น/กรรมการในบริษัทจำกัดหรือมหาชนจำกัด ห้ามมีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ หรือทะเบียนประวัติถือครองตราสารหนี้ ต้องไม่เป็นผู้มีประกันชีวิตประเภทสามัญที่มีการชำระเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
รวมทั้งกลุ่มที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เป็น บิดา มารดา บุตร หรือคู่สมรส ที่มีผู้มีเงินได้นำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพิ่มเกณฑ์ในส่วนของรายจ่ายที่จ่ายให้บุคคลอื่นต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี ต้องไม่มีเงินฝาก และสลากออมทรัพย์ รวมกันทุกประเภท ไม่เกิน 100,000 บาท ต้องไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทและทุกบัญชี ไม่เกิน 100,000 บาท ต้องไม่มีบัตรเครดิต ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะ กำหนดให้ต้องมีห้องชุด (คอนโด) พื้นที่รวมกันทุกแห่งไม่เกิน 35 ตารางเมตร บ้านไม่เกิน 25 ตารางวา และหากมีที่ดินรวมกับบ้านแล้วต้องไม่เกิน 1 ไร่ ส่วนถ้าเป็นเกษตรกรมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เว้นแต่รถจักรยานยนต์ (ไม่เกิน 300 ซีซี) รถสามล้อ รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถเกษตรกรรม โดยจำกัดประเภทละไม่เกิน 1 คัน
"เอกนิติ" แจงเหตุคัดกรองคนเดือดร้อน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังระบุว่าการปรับปรุงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในปี2569 ซึ่งรัฐบาลต้องการคัดกรองให้คนที่มีความเดือดร้อนจริงๆเป็นผู้ที่รัฐบาลจะเข้าไปดูแล ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ออกมามีการพิจารณาหลายด้าน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าไปดูแลคนที่อยู่ในกลุ่ม “เดือดร้อนที่สุด” ได้
ต่อมาประเด็นหลักเกณฑ์ในประเด็นที่มีการเพิ่มเติมเข้ามาในการ “พิสูจน์ความจน” ในปีนี้กระทรวงการคลังได้มีการชี้แจง โดยนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่าต้องมีการใช้เกณฑ์เข้มงวดมากขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ แต่ไม่ได้ยากจนจริงๆ มีการนำสิทธิ์ที่ได้ไปซื้อของที่ร้านแล้วไปจำหน่ายต่อ บางคนไม่มีรายได้แต่ว่ามีทรัพย์สินมากมีบัญชีเทรดหุ้น เป็นกรรมการบริษัทรับค่าตอบแทนจำนวนมาก แต่ยังมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากในแต่ละปี
ขณะที่ในเรื่องของการลดหย่อนภาษีของลูก แล้วทำให้พ่อ-แม่โดนตัดสิทธิ์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายวินิจอธิบายว่าเมื่อรัฐบาลได้ให้สิทธิ์การลดหย่อนไปกับคนที่ยื่นมาขอลดภาษีในฐานะผู้ดูแลไปแล้ว ซึ่งหากมีการพิจารณาให้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกเท่ากับว่ารัฐบาลเสียรายได้ซ้ำซ้อนซึ่งผิดหลักการ และทำให้รัฐสูญเสียรายได้
ส่วนคนที่รายได้ไม่ถึง 1 แสนบาทต่อปี แต่ลูกใส่ชื่อลดหย่อนภาษีไป โดยไม่ได้มีการเลี้ยง และดูแลพ่อแม่จริงรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้มีการอุทรณ์สิทธิ์ให้ภายหลังวันที่ 17 ก.ค.ที่มีการประกาศผลผู้ที่ได้สิทธิ์ในโครงการรอบใหม่แล้ว
TDRI แนะคืนสิทธิ์ถือบัตรคนจน ให้พ่อ-แม่ ตัดสินใจ
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีการปรับเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่ ที่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูจนเป็นข้อถกเถียงของสังคมว่า ภาครัฐจะต้องวิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นแบบไหน
หากมองว่าต่อไปสังคมจะสูงวัยมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ลูกจะไม่ดูแลพ่อแม่ ก็ควรให้สิทธิพ่อแม่ที่เข้าเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อย ได้เลือกก่อนว่าจะรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ หากรับ นั่นหมายความว่าลูกจะเอาชื่อพ่อแม่ไปใช้ในการลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ที่กระทรวงการคลังเสนอมา การตัดสินใจกลับอยู่ที่ลูกก่อน ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนี้เพราะก็มีประเด็นว่าลูกอาจจะไม่เลี้ยงพ่อแม่ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีความไม่สมเหตุสมผลเรื่องตัวเลขด้วยของการลดหย่อนภาษีด้วย เช่นภาษีที่ลูกได้ลดน้อยกว่าเงินสวัสดิการที่พ่อแม่จะได้ถ้าไม่ยื่นขอลดหย่อน หรือการที่เกณฑ์ลดหย่อนกับเกณฑ์รายได้พ่อแม่รวมกันได้เพียง 6 หมื่นบาท น้อยกว่าเกณฑ์ 1 แสนบาทที่ใช้กับกรณีทั่วไป ซึ่งนี้กระทรวงการคลังสามารถปรับได้เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น
แนะการช่วยเหลือต้องพุ่งเป้า เพิ่มทักษะ อัพสกิล รีสกิล
ทั้งนี้ การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนั้น เห็นว่าไม่ควรสนับสนุนทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุด คือการมีงานที่ดีทำ เพราะฉะนั้น ควรพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มทักษะ อัพสกิล รีสกิล และการจัดหางานด้วย ขณะเดียวกันต้องโฟกัสดูแลคนในครอบครัวของกลุ่มคนยากจน
โดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยวันนี้เด็กเกิดน้อยลง และ 70 เปอร์เซ็นต์เกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูเขาให้เติบโตมาเต็มศักยภาพ ซึ่งหากอยากจะทำลายวงจรความยากจนข้ามรุ่น จากพ่อแม่จนแล้วส่งต่อความจนให้ลูก จะต้องอย่าปล่อยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกลำพัง ภาครัฐจะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือในทุกช่องทาง เช่น ให้เงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า พัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก ทำให้โรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพใกล้เคียงโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เป็นต้น
ทั้งนี้ จะเห็นว่าหน้าที่ของรัฐบาลเมื่อต้องจัดสรรสวัสดิการด้วยการการพิสูจน์ความจน มีความท้าทายอยู่มาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นโครงการที่ครอบคลุมคนจำนวนมาก และไม่ได้มีการทบทวน โครงการทั้งในแง่ของเงื่อนไขที่จะคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ จนเกิดความเข้าใจจากผู้ที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่าจะเป็นสิทธิ์ที่ได้ต่อเนื่องตลอดไป
ดังนั้น บทเรียนของโครงการที่เป็นประชานิยมในลักษณะนี้ คือการยึดตามหลักการและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น ให้มีการทบทวนสิทธิ์ของคนที่เข้าร่วมโครงการอย่างสม่ำเสมอ ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เป็นปัจจุบัน ควบคู่กับการเพิ่มทักษะ อัพสกิล รีสกิล และการจัดหางาน เพื่อให้ “คนจน” มีรายได้เพิ่ม และหลุดพ้นจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ไม่ต้องอยู่ในกลุ่มคนยากจน ที่ต้องรอพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐอีกต่อไป

