วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

ส่อง  10 ท่าเรือจีน ยึดหัวหาดศูนย์กลางขนส่งโลจิสติกส์ทางทะเลโลก

ส่อง  10 ท่าเรือจีน ยึดหัวหาดศูนย์กลางขนส่งโลจิสติกส์ทางทะเลโลก

เว็ปไซต์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ นครเฉิงดู ประเทศจีน รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนใปี 2568 ว่า  ปี 2568 อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าเรือทั่วประเทศในปี 2568 อยู่ที่ 354.47 ล้าน TEU เพิ่มขึ้น  6.8 %  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์นำเข้า–ส่งออกระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 9.8 %  สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี

โดยท่าเรือ  10 อันดับแรกของจีนไม่เพียงเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมท่าเรือจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกอีกด้วย  โดย 10 อันดับท่าเรือของจีน ประกอบด้วย

1. ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า 55.063 ล้าน TEU ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 16  

2. ท่าเรือหนิงโป–โจวซาน ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า 43.87 ล้าน TEU ทะลุระดับ 40 ล้าน TEU เป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้น  11.6 %

3. ท่าเรือเซินเจิ้น ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า มากกว่า 35 ล้าน TEU โดยเป็นตู้สินค้าการค้าต่างประเทศจำนวน 33.156 ล้าน TEU

4. ท่าเรือชิงต่าว ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 34.2 ล้าน TEU เพิ่มขึ้น  6.3  % เมื่อเทียบกับปีก่อน

5. ท่าเรือกว่างโจว ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 27.68 ล้าน TEU (หากรวมข้อมูลการขนส่งทางน้ำภายใน จะมากกว่า 28 ล้าน TEU)

6.ท่าเรือเทียนจิน ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 20.81 ล้าน TEU (บางสถิติระบุว่าเกิน 24 ล้าน TEU)

7. ท่าเรือเซี่ยเหมิน ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 12.5077 ล้าน TEU เพิ่มขึ้น  2.06 %  เมื่อเทียบกับปีก่อน

8. ท่าเรือซูโจว ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 10.21 ล้าน TEU เป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 10 ล้าน TEU

9.ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้  ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์  10.06 ล้าน TEU เป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 10 ล้าน TEU

10. ท่าเรือรื่อจ้าว  ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 7.37 ล้าน TEU เพิ่มขึ้น 9.84 % เมื่อเทียบกับปีก่อน

สำหรับแนวโน้มในอนาคตของท่าเรือจีน 

1. ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ และท่าเรือหนิงโป–โจวซาน จะยังคงเป็นผู้นำระดับโลก และมีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่อท่าเรือสิงคโปร์มากยิ่งขึ้น

2. ท่าเรือเซินเจิ้น จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่

3. ท่าเรือชิงต่าว และท่าเรือเทียนจิน จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจภาคเหนือและการปฏิรูปบูรณาการท่าเรือซานตง ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาในระยะต่อไป

4. ท่าเรือซูโจว ในฐานะต้นแบบของท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ จะยังคงได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่”

5. ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ ในฐานะ “ดาวรุ่งแห่งการเติบโต” มีแนวโน้มรักษาอัตราการขยายตัวสูงต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า

โดยภาพรวม อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนกำลังก้าวผ่านจากรูปแบบ “การนำเข้าและส่งออกปริมาณมหาศาล” ไปสู่ “การพัฒนาคุณภาพสูง” และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ท่าเรือของโรงงานโลก” ไปสู่ “ศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก” ท่าเรือชั้นนำทั้ง 10 แห่งนี้ จึงไม่เพียงเป็นพยานของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญดังกล่าว แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้วย

ทั้งสคต. ณ นครเฉิงตู ให้ความเห็นว่า   ข้อมูล 10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังคงรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ แต่ท่าเรือสำคัญของจีนยังคงมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะท่าเรือเซี่ยงไฮ้ หนิงโป–โจวซาน และเซินเจิ้น ซึ่งล้วนเป็นท่าเรือที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท่าเรือจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ ความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และการสนับสนุนจากยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยท่าเรือชายฝั่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง และเขตเศรษฐกิจรอบทะเลป๋อไห่ ซึ่งเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางการส่งออกของจีน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” การพัฒนาเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า และโครงการระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก ซึ่งช่วยเพิ่มบทบาทของท่าเรือในฐานะศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าโลก

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเติบโตของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” ได้แก่ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของหลายท่าเรือ โดยเฉพาะท่าเรือเซินเจิ้นและท่าเรือซูโจว สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างการส่งออกจีนจากสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปไปสู่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงมากขึ้น

นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ท่าเรืออัจฉริยะ” และ “ท่าเรือสีเขียว” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ รถขนส่งไร้คนขับ รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น LNG และระบบจ่ายไฟจากฝั่ง ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจีน

ในระยะต่อไป การแข่งขันระหว่างท่าเรือหลักของจีนกับท่าเรือระดับโลก เช่น สิงคโปร์ มีแนวโน้มเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะท่าเรือเซี่ยงไฮ้และหนิงโป–โจวซาน ที่ยังคงขยายศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันท่าเรือเกิดใหม่อย่างอ่าวเป่ยปู้ก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเชื่อมโยงกับอาเซียนและภูมิภาคจีนตะวันตกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมท่าเรือของจีนกำลังก้าวจาก “ศูนย์กลางการผลิตของโลก” ไปสู่ “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก” อย่างชัดเจน