วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569

Login
Login

เทรนด์สุขภาพ ดัน 'ตลาดนมโลก' โตแรง โอกาสเศรษฐกิจใหม่ไทย

เทรนด์สุขภาพ ดัน 'ตลาดนมโลก' โตแรง   โอกาสเศรษฐกิจใหม่ไทย

 

กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพและความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก กำลังผลักดันให้ตลาดอาหารจากนม (Dairy Food) กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่มีศักยภาพเติบโตสูงที่สุดในทศวรรษหน้า ขณะที่ประเทศไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวต่อยอดสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมในภูมิภาค แม้ว่าจะยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตและจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตลาดอาหารจากนมทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดอาหารจากนมโลกจะเพิ่มจาก 1.06 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2569 เป็นเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2577 หรือเติบโตเฉลี่ย 8.18% ต่อปี

ปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา การตื่นตัวด้านสุขภาพ และความนิยมบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 41.09% ของตลาดโลกในปี 2568 จากจำนวนประชากรขนาดใหญ่ในจีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มบริโภคผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เทรนด์สุขภาพ ดัน 'ตลาดนมโลก' โตแรง   โอกาสเศรษฐกิจใหม่ไทย

สถานการณ์การส่งออกนมไทย นั้น“นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า  เปิดเผยว่า การส่งออกนมไทยโตต่อเนื่อง รับอานิสงส์ตลาดโลกขยายตัวโดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 662 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 21,761.5 ล้านบาท โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกสินค้าอาหารจากนมมูลค่า 134.3 ล้านดอลลาร์ หรือ 4,161.7 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ

โดย"อาเซียน"ยังคงเป็นตลาดหลักของสินค้าอาหารจากนมไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 81.3% ของมูลค่าการส่งออกรวม ส่วนตลาดรองลงมา ได้แก่ กลุ่มเอเชียตะวันออก ประกอบด้วย จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งมีสัดส่วนรวม 13.3%

สินค้าส่งออกสำคัญประกอบด้วย

-โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว 35.1 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 26.1%

-ไอศกรีม 31 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 23.1%

-นมและครีมไม่เข้มข้น ไม่เติมน้ำตาล 25.2 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 18.8%

-เครื่องดื่มนมยูเอชที 21.5 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 16.0%

-นมและครีมเข้มข้นหรือเติมน้ำตาล 16.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 12.2%

-ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น เนย เนยแข็ง และหางนม 5.1 ล้านดอลลาร์ส คิดเป็น 3.8%

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า  จุดเด่นของไทยคือการพัฒนาสินค้านมแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะโยเกิร์ต นมเปรี้ยว และเครื่องดื่มนมพร้อมดื่ม ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่และตลาดอาเซียนได้เป็นอย่างดี ความได้เปรียบของไทยในตลาดอาเซียนมาจากระยะทางขนส่งที่ใกล้ ต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำ และความนิยมของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์นมพร้อมบริโภคของไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมากในอนาคต

อย่างไรก็ตามภาคโคนมไทยเผชิญความท้าทายด้านอุปทาน แม้การส่งออกจะเติบโต แต่ภาคการผลิตวัตถุดิบภายในประเทศกลับเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเพียง 15,638 ราย ลดลงจาก 24,145 รายในปี 2564 ขณะที่จำนวนโคนมทั่วประเทศลดลงจาก 810,518 ตัว เหลือ 560,551 ตัวในช่วงเวลาเดียวกัน

ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาอาหารสัตว์ที่ผันผวน การขาดแคลนแรงงาน และข้อจำกัดด้านเงินลงทุนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งยังไม่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีหรือระบบอัตโนมัติในการบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างเต็มรูปแบบ

ในด้านอุปสงค์ ตลาดภายในประเทศยังพึ่งพาโครงการนมโรงเรียนเป็นหลัก ขณะที่จำนวนเด็กนักเรียนลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้การขยายตัวของตลาดในประเทศมีข้อจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังต้องแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกนมรายใหญ่ของโลก เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีความได้เปรียบด้านขนาดการผลิต ปฏิรูปโคนมไทย สร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ศรเทพ ธัมวาสร ที่ปรึกษา สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ต้องมีการปฏิรูปโคนมไทย เปลี่ยนจากระบบ “สงเคราะห์” เป็นระบบ “สร้างโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล” มีข้อเสนอ อาทิ สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ โดยจัดตั้งโรงงานนมผงส่วนกลาง 3 จังหวัด (สระบุรี ราชบุรี และนครราชสีมา) รองรับนมส่วนเกินและพ่วงเงื่อนไขให้การนำเข้านมผงจากต่างประเทศต้องซื้อนมผงที่ผลิตจากโรงงานไทย (Local Content Linkage) เร่งพัฒนาประสิทธิภาพเกษตรกร และปฏิรูปนมโรงเรียนเปลี่ยนจากโควตาที่ใช้สายสัมพันธ์เป็นระบบประมูลเชิงคุณภาพวัดกันที่คุณภาพเนื้อนม รวมทั้งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อแก้ไขปัญหานมผีหรือนมนอกระบบที่กดราคารับซื้อนมดิบจากเกษตรกร

สำหรับโอกาสของอุตสาหกรรมนมไทยนั้น “นันทพงษ์” มองว่า  อุตสาหกรรมนมไทยไม่ได้แข่งขันด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมสินค้าผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ได้แก่ นมฟังก์ชันเพื่อสุขภาพ นมเสริมสารอาหารเฉพาะกลุ่ม นมโปรตีนสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์นมคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคทั่วโลก การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดส่งออกและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้มากขึ้น