สนค. เผยเงินเฟ้อเดือนพ.ค.สูงขึ้น 2.19 % แบบชะลอตัว ผลราคาน้ำมันในประเทศลง คาดยังสูงต่อเนื่อง จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ดันต้นทุนผู้ประกอบการส่งผ่านสู่ราคาอาหารสำเร็จรูป พบ อาหารจานเดียวยอดนิยมกว่า 20% ปรับขึ้นราคา ทั้งกระเพรา ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ขณะที่ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพพุ่ง ชี้ มาตรการ “ไทยช่วยไทย Plus” ไม่กดดันเงินเฟ้อ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินเฟ้อเดือน พ.ค. สูงขึ้น 2.79 % เป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจายุติสงครามที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้น จากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ราคาผักสดยังสูงกว่าปีก่อนหน้า จากฐานราคาในปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
เงินเฟ้อเดือน พ.ค. สูงขึ้น 2.79 % มาจาก หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.00 % จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ ค่าโดยสารรถตู้ ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง ค่าโดยสารเครื่องบิน) ค่าเช่าบ้าน สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ค่าบริการขนขยะ น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า) และค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า ของใช้ส่วนบุคคล (โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวดผม น้ำยาระงับกลิ่นกาย ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว) ค่าห้องพักโรงแรม และเสื้อผ้า (เสื้อผ้าสตรี เสื้อยืดเด็ก)
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.95 % จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ข้าวราดผัดกะเพรา) ผักสด (ถั่วฝักยาว แตงกวา พริกสด ต้นหอม มะระจีน เห็ด บวบ) ข้าวสารเจ้า ไก่สด ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน ปลาหมึกกล้วย) และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น)) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (ทุเรียน มังคุด กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน เงาะ แก้วมังกร มะม่วง) น้ำอัดลม ซอสหอยนางรม และมะพร้าวผล (แห้ง/ขูด)
สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.92 % เฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค. – พ.ค.) สูงขึ้น 0.82 %
สำหรับมาตรา “ไทยช่วยไทย Plus” มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายและฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพและราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ไม่ได้กดดันเงินเฟ้อ เนื่องจากสินค้าหลายรายการปรับขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงทำให้ผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้าไม่กล้าปรับขึ้นราคาสูงอีก แต่ก็มียังมีสินค้าที่ได้รับผลกระทบปรับขึ้นราคา คือ กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ สัตว์น้ำ
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบว่าประชาชนยังมีความกังวลว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ผักสด อาหารสด และวัตถุดิบประกอบอาหาร ข้อมูลล่าสุดพบว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าในหลายหมวดเกิดขึ้นเพียงบางส่วน และยังไม่ปรากฏผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากราคาสินค้าหลายประเภทได้ทยอยปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะจากผลกระทบของราคาพลังงาน ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาเพิ่มเติมได้มากนัก เพราะเอาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
นอกจากนี้ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีต เช่น โครงการคนละครึ่ง ยังสะท้อนให้เห็นว่าการอัดฉีดกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง จึงถือเป็นแนวทางที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่สร้างแรงกดดันด้านราคาในวงกว้าง
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพบว่า สินค้าที่ประชาชนกังวลว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นราคา ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ผักสด อาหารสด และวัตถุดิบประกอบอาหาร ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น ผักและผลไม้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านฤดูกาลมากกว่าผลจากมาตรการภาครัฐ
ในส่วนของราคาอาหารจานเดียว จากการสำรวจราคาอาหารยอดนิยม 7 เมนู ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว ราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และข้าวกะเพรา รวมทั้งสิ้น 1,525 รายการทั่วประเทศ พบว่ามี 316 รายการ หรือกว่า 20% ที่ปรับราคาสูงขึ้น
โดยการปรับขึ้นราคาที่พบมากที่สุดคือจาก 50 บาทเป็น 60 บาท เพิ่มขึ้น 10 บาท จำนวน 69 รายการ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ขณะที่ราคาจาก 30 บาทเป็น 40 บาท แม้จะเพิ่มขึ้นถึง 33.3% แต่พบเพียง 7 รายการเท่านั้น
ทั้งนี้ จากรายการอาหารที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นทั้งหมด 316 รายการ พบว่ากว่า 51% หรือ 163 รายการ ปรับราคาเพิ่มขึ้นเพียง 10 บาท สะท้อนว่าการปรับราคาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับจำกัด และเป็นไปตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

