สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดฉากวาระปี 2569–2571 อย่างเป็นทางการภายใต้การนำของ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry : Empowering Growth with 5I” มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก พร้อมกางแผนรับมือมาตรา 301 สหรัฐฯ หลังถูกจับตาเรื่อง ภาษีและแรงงาน เร่งผลักดันยอดจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทย (MiT) สู่เป้าหมาย 2 แสนล้านบาท ภายใน 2 ปี และเปิดตัว 8 คลัสเตอร์เป้าหมาย โดยมี "อุตสาหกรรมราง" เป็น New Gold Engine ตัวใหม่
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในวาระใหม่ว่า ส.อ.ท. พร้อมเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ "Empowering Growth with 5i" เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในสภาวะที่โลกเผชิญกับความผันผวน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น
จับตาภาษี-มาตรา 301 สหรัฐฯ ต้องเร่งปรับตัว
ต่อกรณีที่สหรัฐฯ พิจารณาจัดเก็บภาษีนำเข็าสินค้าจากไทยและอินโดนีเซียรอบใหม่เนื่องจากประเด็นการได้เปรียบดุลการค้า นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ต้องเชื่อมั่นในฝีมือการต่อรองของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดเก็บภาษีจริง คาดว่าจะกระทบในวงกว้างระดับที่ใกล้เคียงกันหลายประเทศ ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการสร้าง Product Champion ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน มีอัตลักษณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยแบรนด์
"กรณีมาตรา 301 ที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารซึ่งอาจโดนภาษีสูงนั้น ส.อ.ท. มองว่าผู้ประกอบการต้องเร่งทำตลาดเชิงรุกในสหรัฐฯ เพื่อให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าไทย พร้อมทั้งควบคุมต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน"
ส่วนประเด็นแรงงานบังคับที่สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างภายใต้มาตรา 301 นั้น ทาง ส.อ.ท. ยืนยันว่าไทยไม่มีปัญหาเรื่องแรงงานบังคับภายในประเทศ แต่อาจมีช่องโหว่ทางกฎหมายเรื่องการห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ ต้องเร่งประสานงานเพื่อปิดจุดอ่อนและพิสูจน์ความจริงต่อสหรัฐฯ
ดัน "Made in Thailand" ทะลุ 2 แสนล้าน
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการผลักดันโครงการ Made in Thailand (MiT) ให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยให้ถึง 200,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี โดยจะมุ่งเน้นการดึงดูดผู้ผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และประสานกับกรมบัญชีกลางเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้สินค้าไทยเป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังมีแผนเสนอให้รัฐบาลขยายสิทธิประโยชน์จากเดิมที่ครอบคลุมเพียงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้ขยายไปสู่ระดับ B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) เช่น บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ซื้อสินค้า MiT ควรได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และในอนาคตอยากให้ครอบคลุมถึงระดับ B2C (ธุรกิจกับผู้บริโภค) ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าไทยมากขึ้น
ยกเครื่อง Data Center สู่ AI Transformation
ในด้านเทคโนโลยี นางพิมพ์ใจ มองว่า การเข้ามาลงทุนของ Data Center มูลค่านับล้านล้านบาท จากต่างชาติเป็นสัญญาณบวกต่อ Digital Infrastructure ของประเทศ แม้ในช่วงแรกอาจทำให้ไทยมียอดนำเข้าสินค้าทุน (เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฮเทค) สูงจนดูเหมือนขาดดุลการค้า แต่เป็นการนำเข้าเพื่อการ Transformation อุตสาหกรรม
"ไทยไม่ควรเป็นแค่ Hosting Center หรือผู้รับฝากข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องยกระดับสู่การเป็น AI Translator ที่สามารถนำโมเดล AI มาประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของอาเซียนแทนที่ประเทศที่มีข้อจำกัดด้านพลังงานและน้ำ"
8 คลัสเตอร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ "ระบบราง" คืออนาคต
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้แบ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมออกเป็น 8 คลัสเตอร์สำคัญ ได้แก่
1. อาหารและเกษตร (รวมถึง Future Food)
2. แฟชั่นและไลฟ์สไตล์
3. ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
4. วิศวกรรมเครื่องจักรกล
5. ยานยนต์แห่งอนาคต
6. ปิโตรเคมี
7. วัสดุก่อสร้าง
8. อุตสาหกรรมขนส่งระบบราง (New Gold Engine)
อุตสาหกรรมระบบราง ได้ถูกยกให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง ซึ่ง ส.อ.ท. มองว่าเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่คนไทยจะสามารถผลิตโบกี้ ตู้รถไฟ และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ได้เองภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าและรองรับ พรบ. ราง ฉบับใหม่ที่เปิดทางให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
ภาพรวมเศรษฐกิจ "บวก-ลบ" สลับปัจจัยเสี่ยง
สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ ส.อ.ท. มองว่ามีปัจจัยบวกจากการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของการส่งออก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลวงเงิน 4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งภาวะสงคราม อัตราเงินเฟ้อ สินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาดัมพ์ราคาในไทย ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และภาวะภัยแล้ง รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง


