วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไทยเร่งเจรจา‘ค้าต่างตอบแทน’ ลุ้นพ้นบ่วง ม.301 ภาษีสหรัฐ

ไทยเร่งเจรจา‘ค้าต่างตอบแทน’ ลุ้นพ้นบ่วง ม.301 ภาษีสหรัฐ

“ศุภจี” เผยทีมไทยแลนด์ พร้อมแจงสหรัฐ มาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ ลุ้นสหรัฐประกาศผลก่อน 24 ก.ค.มั่นใจชี้แจงได้ พร้อมเร่งเจรจาค้าต่างตอบแทนให้จบภายใน ก.ค.หวังพ้นบ่วงภาษีการค้า ส.อ.ท.ห่วงกระทบภาคการผลิต สศช.เตือนจับตาสหรัฐใช้กฎหมายอื่นเก็บภาษีไทยเพิ่ม

สหรัฐออกผลไต่สวนเบื้องต้นภายใต้มาตรา 301 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 กรณีแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor โดยแบ่ง 60 เขตเศรษฐกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีมาตรการเพียงพอ 14 เขตเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ยังไม่มีข้อกำหนดหรือการบังคับใช้เพียงพอ 46 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

สำหรับมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสหรัฐหลังจากวันที่ 20 ก.พ.2569 ศาลฎีกาสหรัฐตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ตามกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 19%

ทั้งนี้สหรัฐบังคับใช้อำนาจมาตรา 122 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งกำหนดให้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่ 24 ก.พ.ถึง 24 ก.ค.2569 ทำให้การอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐลดลง แต่ระหว่างนี้สหรัฐเตรียมใช้มาตรการตามมาตรา 301

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลเบื้องต้นทำให้ไทยอยู่กลุ่มที่อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ขณะที่กลุ่ม 14 เขตเศรษฐกิจถูกกำหนดเพดานภาษีที่ 10% โดยสหรัฐไม่ติดใจการดูแลแรงงานบังคับในไทย แต่เป็นไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ

ทั้งนี้ ผลการพิจารณาครั้งนี้เป็นผลเบื้องต้น โดยสหรัฐจะเปิดให้ทีมไทยแลนด์ชี้แจงเพิ่มเติม

ไทยเร่งเจรจา‘ค้าต่างตอบแทน’ ลุ้นพ้นบ่วง ม.301 ภาษีสหรัฐ

 วันที่ 22 มิ.ย.2569 ยื่นคำขอเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ วันที่ 6 ก.ค.2569 ยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อชี้แจงเรื่องอัตราภาษี รายการสินค้าที่ควรเพิ่มหรือถอดออก และสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A 

วันที่ 7 ก.ค.2569 สหรัฐเปิดรับฟังความคิดเห็น และคาดว่าจะประกาศผลขั้นสุดท้ายก่อนวันที่ 24 ก.ค.2569

สำหรับสินค้าใน Annex A ที่ได้รับการยกเว้นมี 1,655 รายการ จากสินค้าทั้งหมดกว่า 10,000 รายการ แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที กลุ่มยางพารา กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน และกลุ่มโลหะมีค่า 

อย่างไรก็ตามไทยมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐ 10,000 รายการ จึงต้องเร่งพิจารณาเสนอเพิ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าเกี่ยวกับรถยนต์บางกลุ่ม และสินค้ายางพาราให้เข้าอยู่ในรายการยกเว้นเพิ่มเติม

ไทยเร่งเจรจาสหรัฐ“ค้าต่างตอบแทน”

นางศุภจี กล่าวว่า มีข้อสังเกตว่าบางประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพียง 10% แม้ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบังคับ แต่ได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าไทย เนื่องจากได้ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐ เช่น มาเลเซีย กัวเตมาลา บังกลาเทศ อาร์เจนตินา และไต้หวัน 

ส่วนประเทศที่มีกฎหมายแล้วมี 6 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน

ดังนั้น ไทยต้องเร่งเจรจา ART กับสหรัฐให้จบภายในสิ้นเดือน มิ.ย.2569 ก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราวตามมาตรา 112 จะสิ้นสุดวันที่ 24 ก.ค.2569 อาจช่วยให้ไทยขยับไปอยู่กลุ่มอัตราภาษีต่ำลง แม้ยังไม่หลีกเลี่ยงภาษีได้ทั้งหมด

รวมทั้งขณะนี้การเจรจายังมีประเด็นค้างอยู่ 25 เรื่อง กระจายอยู่ในหลายกระทรวง และผู้แทนการค้าไทยมีกำหนดเดินทางไปสหรัฐวันที่ 5 มิ.ย.2569 เพื่อเจรจาต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์

นอกจากนี้ไทยอยู่ระหว่างรอผลการไต่สวนของสหรัฐประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งจะทราบผลกลางเดือนมิ.ย.2569

“มั่นใจว่าชี้แจงข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น และเชื่อว่าสหรัฐจะเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ดีมาตลอด” นางศุภจี กล่าว

สำหรับ 3 อุตสาหกรรมหลักที่ถูกไต่สวน ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเครื่องจักร โดยไทยยืนยันมีกำลังการผลิตอยู่ระดับ 70-95% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 60% ที่สหรัฐใช้เป็นข้อกล่าวหา จึงเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวจะสนับสนุนจุดยืนไทยในการชี้แจงต่อสหรัฐ

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ปรับเป้าหมายส่งออกปีนี้ เนื่องจากตัวเลขส่งออกช่วงต้นปียังขยายตัวดีกว่าคาด โดยไตรมาส 1 เติบโตใกล้ 20% และเดือน เม.ย.ขยายตัวกว่า 20%

ส.อ.ท.ห่วงกระทบภาคการผลิต

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนมีความกังวลกรณีที่สหรัฐเริ่มกลับมาใช้มาตรา 301 เพื่อสอบสวนประเด็นทางด้านภาษี ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ถูกตรวจสอบ ซึ่งเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จากผลกระทบภายนอกประเทศ

ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยอมรับว่ามีความกังวลต่อผลกระทบในภาคการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่เชื่อมั่นว่าไทยมีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพิสูจน์ความเป็นสินค้าที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อชี้แจงต่อทางการสหรัฐได้

สศช.หวั่นสหรัฐใช้กฎหมายอื่น

รายงานข่าวจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถึงการที่สหรัฐมีการไต่สวนตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐปี 1974

ทั้งนี้ สหรัฐบังคับใช้อำนาจมาตรา 122 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งกำหนดให้มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่ 24 ก.พ.ถึง 24 ก.ค.2569 ทำให้การอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าไทยและตลาดนำเข้าหลักของสหรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

รวมทั้ง สศช.ระบุด้วยว่าการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐยังคงมีความไม่แน่นอน โดยรัฐบาลสหรัฐมีแนวโน้มที่จะบังคับใช้กฎหมายอื่นในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐที่สูงขึ้นในระยะถัดไป 

โดยเฉพาะมาตรา 301 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งสหรัฐประกาศสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้ารวมทั้งประเทศไทยในประเด็น ได้แก่ กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยสหรัฐตั้งข้อสงสัยกับไทยเกี่ยวกับประเด็นต่างๆได้แก่

1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและส่วนประกอบ และยางพารา เป็นต้น และภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่ค่อนข้างสูง สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่า 60% อย่างต่อเนื่อง แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวสูง

2.การใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน (Forced Labor) โดยสหรัฐได้มีการตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการเพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานภาคบังคับใน 60 ประเทศคู่ค้า 

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวให้สหรัฐพิจารณา และอยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Public Hearing) ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐจะประกาศผลการไต่สวนภายในเดือน ก.ค.2569