“ศุภจี” เผยทีมไทยแลนด์ พร้อมแจงสหรัฐ มาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ ลุ้นสหรัฐประกาศผลก่อน 24 ก.ค.มั่นใจชี้แจงได้ พร้อมเร่งเจรจาค้าต่างตอบแทนให้จบภายใน ก.ค.หวังพ้นบ่วงภาษีการค้า ส.อ.ท.ห่วงกระทบภาคการผลิต สศช.เตือนจับตาสหรัฐใช้กฎหมายอื่นเก็บภาษีไทยเพิ่ม
สหรัฐออกผลไต่สวนเบื้องต้นภายใต้มาตรา 301 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 กรณีแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor โดยแบ่ง 60 เขตเศรษฐกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีมาตรการเพียงพอ 14 เขตเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ยังไม่มีข้อกำหนดหรือการบังคับใช้เพียงพอ 46 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง
สำหรับมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสหรัฐหลังจากวันที่ 20 ก.พ.2569 ศาลฎีกาสหรัฐตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ตามกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 19%
ทั้งนี้สหรัฐบังคับใช้อำนาจมาตรา 122 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งกำหนดให้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่ 24 ก.พ.ถึง 24 ก.ค.2569 ทำให้การอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐลดลง แต่ระหว่างนี้สหรัฐเตรียมใช้มาตรการตามมาตรา 301
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลเบื้องต้นทำให้ไทยอยู่กลุ่มที่อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ขณะที่กลุ่ม 14 เขตเศรษฐกิจถูกกำหนดเพดานภาษีที่ 10% โดยสหรัฐไม่ติดใจการดูแลแรงงานบังคับในไทย แต่เป็นไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ
ทั้งนี้ ผลการพิจารณาครั้งนี้เป็นผลเบื้องต้น โดยสหรัฐจะเปิดให้ทีมไทยแลนด์ชี้แจงเพิ่มเติม
วันที่ 22 มิ.ย.2569 ยื่นคำขอเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ วันที่ 6 ก.ค.2569 ยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อชี้แจงเรื่องอัตราภาษี รายการสินค้าที่ควรเพิ่มหรือถอดออก และสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A
วันที่ 7 ก.ค.2569 สหรัฐเปิดรับฟังความคิดเห็น และคาดว่าจะประกาศผลขั้นสุดท้ายก่อนวันที่ 24 ก.ค.2569
สำหรับสินค้าใน Annex A ที่ได้รับการยกเว้นมี 1,655 รายการ จากสินค้าทั้งหมดกว่า 10,000 รายการ แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที กลุ่มยางพารา กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน และกลุ่มโลหะมีค่า
อย่างไรก็ตามไทยมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐ 10,000 รายการ จึงต้องเร่งพิจารณาเสนอเพิ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าเกี่ยวกับรถยนต์บางกลุ่ม และสินค้ายางพาราให้เข้าอยู่ในรายการยกเว้นเพิ่มเติม
ไทยเร่งเจรจาสหรัฐ“ค้าต่างตอบแทน”
นางศุภจี กล่าวว่า มีข้อสังเกตว่าบางประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพียง 10% แม้ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบังคับ แต่ได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าไทย เนื่องจากได้ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐ เช่น มาเลเซีย กัวเตมาลา บังกลาเทศ อาร์เจนตินา และไต้หวัน
ส่วนประเทศที่มีกฎหมายแล้วมี 6 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน
ดังนั้น ไทยต้องเร่งเจรจา ART กับสหรัฐให้จบภายในสิ้นเดือน มิ.ย.2569 ก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราวตามมาตรา 112 จะสิ้นสุดวันที่ 24 ก.ค.2569 อาจช่วยให้ไทยขยับไปอยู่กลุ่มอัตราภาษีต่ำลง แม้ยังไม่หลีกเลี่ยงภาษีได้ทั้งหมด
รวมทั้งขณะนี้การเจรจายังมีประเด็นค้างอยู่ 25 เรื่อง กระจายอยู่ในหลายกระทรวง และผู้แทนการค้าไทยมีกำหนดเดินทางไปสหรัฐวันที่ 5 มิ.ย.2569 เพื่อเจรจาต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ไทยอยู่ระหว่างรอผลการไต่สวนของสหรัฐประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งจะทราบผลกลางเดือนมิ.ย.2569
“มั่นใจว่าชี้แจงข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น และเชื่อว่าสหรัฐจะเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ดีมาตลอด” นางศุภจี กล่าว
สำหรับ 3 อุตสาหกรรมหลักที่ถูกไต่สวน ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเครื่องจักร โดยไทยยืนยันมีกำลังการผลิตอยู่ระดับ 70-95% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 60% ที่สหรัฐใช้เป็นข้อกล่าวหา จึงเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวจะสนับสนุนจุดยืนไทยในการชี้แจงต่อสหรัฐ
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ปรับเป้าหมายส่งออกปีนี้ เนื่องจากตัวเลขส่งออกช่วงต้นปียังขยายตัวดีกว่าคาด โดยไตรมาส 1 เติบโตใกล้ 20% และเดือน เม.ย.ขยายตัวกว่า 20%
ส.อ.ท.ห่วงกระทบภาคการผลิต
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนมีความกังวลกรณีที่สหรัฐเริ่มกลับมาใช้มาตรา 301 เพื่อสอบสวนประเด็นทางด้านภาษี ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ถูกตรวจสอบ ซึ่งเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จากผลกระทบภายนอกประเทศ
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยอมรับว่ามีความกังวลต่อผลกระทบในภาคการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่เชื่อมั่นว่าไทยมีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพิสูจน์ความเป็นสินค้าที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อชี้แจงต่อทางการสหรัฐได้
สศช.หวั่นสหรัฐใช้กฎหมายอื่น
รายงานข่าวจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถึงการที่สหรัฐมีการไต่สวนตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐปี 1974
ทั้งนี้ สหรัฐบังคับใช้อำนาจมาตรา 122 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งกำหนดให้มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่ 24 ก.พ.ถึง 24 ก.ค.2569 ทำให้การอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าไทยและตลาดนำเข้าหลักของสหรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
รวมทั้ง สศช.ระบุด้วยว่าการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐยังคงมีความไม่แน่นอน โดยรัฐบาลสหรัฐมีแนวโน้มที่จะบังคับใช้กฎหมายอื่นในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐที่สูงขึ้นในระยะถัดไป
โดยเฉพาะมาตรา 301 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งสหรัฐประกาศสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้ารวมทั้งประเทศไทยในประเด็น ได้แก่ กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยสหรัฐตั้งข้อสงสัยกับไทยเกี่ยวกับประเด็นต่างๆได้แก่
1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและส่วนประกอบ และยางพารา เป็นต้น และภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่ค่อนข้างสูง สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่า 60% อย่างต่อเนื่อง แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวสูง
2.การใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน (Forced Labor) โดยสหรัฐได้มีการตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการเพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานภาคบังคับใน 60 ประเทศคู่ค้า
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวให้สหรัฐพิจารณา และอยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Public Hearing) ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐจะประกาศผลการไต่สวนภายในเดือน ก.ค.2569

