วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

EEC เร่งเครื่องการลงทุน ลุ้น กพอ.เคาะสิทธิประโยชน์เมืองการบิน

EEC เร่งเครื่องการลงทุน ลุ้น กพอ.เคาะสิทธิประโยชน์เมืองการบิน

การขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทวงคมนาคม เป็นประธาน วันที่ 5 มิ.ย.2569 มีวาระสำคัญพิจารณาหลายประเด็น อาทิ 

1.การพิจารณาสิทธิประโยชน์ในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 

2.การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการรัฐ (PPP) เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti)

ส่วนความคืบหน้ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ยังไม่บรรจุวาระ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดตอบกลับความเห็นร่างสัญญาฉบับแก้ไขมายังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยไม่มีความเห็นขัดแย้งต่อการแก้ไขสัญญา ดังนั้นขณะนี้รอผลศึกษาข้อเสนอทางเลือกอื่นจากเอกชน เพื่อประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ แนวนโยบายรัฐบาลไม่เห็นชอบแก้ไขสัญญาร่วมทุน ซึ่งมอบให้ สกพอ. รฟท. และกลุ่มซีพี หารือแนวทางออกใหม่ร่วมกันจึงรอเอกชนหาแนวทางมาเสนอ ถ้าแนวทางแก้สัญญาไปไม่ได้จะมีทางเลือกอื่นอย่างไร 

นายจุฬา กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เดินหน้าได้ตามแผนเพราะไม่มีเงื่อนไขการออกหนังสือเข้าพื้นที่ (NTP) ที่เกี่ยวกับโครงการไฮสปีดเทรนแล้ว ดังนั้นการอนุมัติให้โครงการนี้มีสิทธิประโยชน์จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เอกชนคู่สัญญา หรือกลุ่ม UTA เดินหน้าหานักลงทุนมาพัฒนาพื้นที่เมืองการบินได้ 

“เชื่อว่าเมื่อโครงการเมืองการบินเกิดขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกทำให้ไฮสปีดเทรนเดินหน้าได้”

EEC เร่งเครื่องการลงทุน ลุ้น กพอ.เคาะสิทธิประโยชน์เมืองการบิน

แหล่งข่าวจาก สกพอ.กล่าวว่า กรณีกระทรวงคมนาคมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญา โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนเป็นสร้างไปจ่ายไป ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอกชน เนื่องจากการแก้ไขหลักการครั้งนี้เป้นข้อเสนอที่เอกชนต้องการนำไปใช้ประกอบการขออนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ การหารือร่วมระหว่างรัฐและเอกชนวันที่ 8 พ.ค.2569 เอกชนเข้าใจนโยบายรัฐบาล และเอกชนต้องกลับไปเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาแนวทางอื่นในการบริหารจัดการความเสี่ยงการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ หากได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วค่อยกลับมาหารือ รฟท.อีกครั้ง เพื่อให้โครงการมีทางออกใหม่ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขนโยบายรัฐบาล

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันไม่มีนโยบายแก้สัญญาร่วมลงทุน โดยเฉพาะประเด็นปรับเงื่อนไขชำระค่าร่วมลงทุนเป็นรูปแบบสร้างไปจ่ายไป โดยหลังการตอบกลับของอัยการสูงสุดที่เห็นชอบร่างสัญญาแก้ไขแล้ว เชื่อว่า รฟท.จะนำข้อมูลมารายงานในการประชุม กพอ.วันที่ 5 มิ.ย.นี้ 

สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ผู้รับสัมปทาน ได้จัดพิธีบวงสรวงพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จังหวัดระยอง เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเริ่มการก่อสร้างโครงการและได้รับหนังสือ NTP วันที่ 3 เม.ย.2569 เป็นการเริ่มนับหนึ่งภายใต้สัมปทาน 50 ปี และจะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2619

โดย UTA มีแผนเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก เพื่อกระตุ้นผู้โดยสารพร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพื่อดึงการลงทุนในเมืองการบินอู่ตะเภา ขณะเดียวกันยังออกแบบโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่อยู่อาศัย โรงแรม ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม คาดว่าเริ่มในปลายปีนี้

ขณะที่แผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา UTA ได้ปรับการลงทุนหลังเกิดผลกระทบจากโควิด โดยรายงาน สกพอ. ปรับแผนพัฒนาสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ในระยะแรก เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ 3 - 4 ล้านคน คาดว่าจะใช้งบประมาณการลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท เริ่มนับเวลางานก่อสร้างเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 - 4 ปี 

นอกจากนี้ หากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนใกล้ขีดความสามารถของอาคารผู้โดยสารระดับ 80% จะขยายการลงทุน เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติมเป็น 6 ล้านคน 10 ล้านคน 12 ล้านคนตามลำดับ และแผนการลงทุนสูงสุดเพื่อรองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคน ในสัญญา 50 ปี ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.9 แสนล้านบาท 

สำหรับข้อกำหนดด้านสิทธิประโยชน์ของโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ภายใต้สัญญาร่วมลงทุน (PPP) และมติ ครม.รวมถึงข้อกำหนดจาก กพอ.พบว่าครอบคลุมสิทธิพิเศษด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการบิน โดยสัญญาระบุว่ากำหนดรูปแบบสิทธิประโยชน์ให้ผู้รับสัมปทานได้ ประกอบด้วย

1.สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (Tax Incentives) ได้แก่ ยกเว้นภาษีนิติบุคคล สำหรับบริษัทที่ดำเนินกิจกรรมภายในเมืองการบินภาคตะวันออก, ยกเว้นภาษีนำเข้า สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในโครงการ, อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พิเศษ สำหรับสินค้าและบริการในเขตการบิน และสิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรระดับสูงในอุตสาหกรรมการบินที่มาทำงาน

2.สิทธิประโยชน์ด้านแรงงานและการประกอบกิจการ ได้แก่ อนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานในโครงการภายใต้วีซ่าพิเศษ (Smart Visa), ลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตทำงานของผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมการบิน และสนับสนุนให้สถานศึกษาและมหาวิทยาลัยในพื้นที่พัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์

3.เขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone - FTZ) โดยในเมืองการบินภาคตะวันออกจะกำหนด “เขตประกอบการค้าเสรี” (Free Trade Zone - FTZ) เช่น ยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ผลิตและส่งออก, อนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการขนส่ง การจัดเก็บ การกระจายสินค้าโดยไม่ต้องเสียภาษี และสิทธิการตั้งสำนักงานตัวแทนและศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศ

4.สิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวและบริการการบิน ได้แก่ สนับสนุนให้ตั้งศูนย์การแพทย์การบิน (Aviation Medical Hub) เพื่อรองรับนักเดินทางเชิงสุขภาพ, ส่งเสริมให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางของธุรกิจการบินส่วนบุคคล (Private Jet Hub)

รวมถึงมาตรการดึงดูดสายการบินโดย ลดค่าธรรมเนียมการขึ้นลงของอากาศยาน (Landing Fee) และค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน ช่วงแรกของการเปิดให้บริการ และกระตุ้นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองพัทยาและภาคตะวันออก โดยใช้มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ