“ศุภจี” เผย ทีมไทยแลนด์เตรียมแจงพร้อม ยื่นข้อโต้แย้ง สหรัฐ มาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ คาดสหรัฐประกาศผลก่อน 24 ก.ค. มั่นใจชี้แจงได้ เชื่อสหรัฐเห็นความสำคัญไทยในฐานะพันธมิตร พร้อมเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน เพื่อลดผลกระทบภาษี ระบุ ยังไม่ปรับเป้าส่งออกปี 69
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังสหรัฐอเมริกาออกผลไต่สวนเบื้องต้นภายใต้มาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor โดยแบ่ง 60 เขตเศรษฐกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีมาตรการเพียงพอ 14 เขตเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ยังไม่มีข้อกำหนดหรือการบังคับใช้เพียงพอ 46 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง
ผลเบื้องต้นทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ขณะที่กลุ่ม 14 เขตเศรษฐกิจถูกกำหนดเพดานภาษีไว้ที่ 10% โดยประเด็นที่สหรัฐพิจารณาไม่ได้ติดใจเรื่องการดูแลแรงงานบังคับในไทย แต่เป็นเรื่องที่ไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาครั้งนี้ยังเป็นเพียงผลเบื้องต้น โดยสหรัฐจะเปิดโอกาสให้ทีมไทยแลนด์เข้าชี้แจงเพิ่มเติม โดยในวันที่ 22 มิ.ย. ยื่นคำขอเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ วันที่ 6 ก.ค. 2569 ยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อชี้แจงเรื่องอัตราภาษี รายการสินค้าที่ควรเพิ่มหรือถอดออก และสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A ก่อนสหรัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 7 ก.ค.ม 2569 จากนั้น 5 วันหลังจากการรับฟังความเห็น และคาดว่าจะประกาศผลขั้นสุดท้ายก่อนวันที่ 24 ก.ค. 2569
สำหรับสินค้าใน Annex A ที่ได้รับการยกเว้นมี 1,655 รายการ จากสินค้าทั้งหมดกว่า 10,000 รายการ แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที กลุ่มยางพารา กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน และกลุ่มโลหะมีค่า อย่างไรก็ตาม ไทยมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐประมาณ 10,000 รายการ จึงต้องเร่งพิจารณาเสนอเพิ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าเกี่ยวกับรถยนต์บางกลุ่ม และสินค้ายางพาราให้เข้าอยู่ในรายการยกเว้นเพิ่มเติม
นางศุภจี กล่าวว่า มีข้อสังเกตว่าบางประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพียง 10% แม้ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบังคับ แต่ได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าไทย เนื่องจากได้ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) แล้ว โดยประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษีต่ำกว่าไทยบางส่วน
แม้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับอย่างสมบูรณ์ แต่ได้ลงนามข้อตกลง ART กับสหรัฐแล้ว เช่น มาเลเซีย กัวเตมาลา บังกลาเทศ อาร์เจนตินา และไต้หวัน ขณะที่ประเทศที่มีกฎหมายแล้วมี 6 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน
ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งเจรจา ART กับสหรัฐให้จบภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราวตามมาตรา 112 จะสิ้นสุดในวันที่ 24 ก.ค.เพราะอาจช่วยให้ไทยขยับไปอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีที่ต่ำลง แม้ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ทั้งหมด โดยขณะนี้การเจรจายังมีประเด็นค้างอยู่ประมาณ 25 เรื่อง กระจายอยู่ในหลายกระทรวง และผู้แทนการค้าไทยมีกำหนดเดินทางไปสหรัฐวันที่ 5 มิ.ย. เพื่อเจรจาต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างรอผลการไต่สวนของสหรัฐในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้
“มั่นใจว่าได้ชี้แจงข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น และเชื่อว่าสหรัฐจะเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ดีมาโดยตลอด”นางศุภจี กล่าว
สำหรับ 3 อุตสาหกรรมหลักที่ถูกไต่สวน ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเครื่องจักร ไทยยืนยันว่ามีกำลังการผลิตอยู่ในระดับ 70-95% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 60% ที่สหรัฐใช้เป็นข้อกล่าวหา จึงเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนจุดยืนของไทยในการชี้แจงต่อสหรัฐต่อไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ปรับเป้าหมายส่งออกปีนี้ เนื่องจากตัวเลขส่งออกช่วงต้นปียังขยายตัวดีกว่าคาด โดยไตรมาสแรกเติบโตใกล้ 20% และเดือนเม.ย.ขยายตัวกว่า 20%

