“พิพัฒน์” เปิดภารกิจเร่งด่วนคมนาคมปีนี้ ดัน “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” เฟสแรก 17 – 45 บาทต่อเที่ยว เป็นของขวัญประชาชน พร้อมเดินหน้าเจรจาเอกชนทำราคา 40 บาทตลอดวันในอนาคต ย้ำ “แลนด์บริดจ์” เมกะโปรเจกต์เพิ่มขีดความสามารถโลจิสติกส์ไทย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ในงานครบรอบ 26 ปี “เนชั่นทีวี” โดยระบุว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภารกิจเร่งด่วนที่ประชาชนคนไทยจะได้เห็นผลงานภายในปีนี้ คือ การผลักดันเรื่องของโลจิสติกส์และการคมนาคม โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ ตั๋วร่วม ซึ่งขณะนี้ได้ชงเรื่องเข้าสู่ขั้นตอน พรบ. แล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนทำหนังสือเวียนผ่านกระทรวงต่างๆ เพื่อรับฟังความเห็น คาดว่าสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดยแนวคิดหลักของตั๋วร่วม หัวใจสำคัญที่สุดคือเรื่องของ Single Ownership หรือการเป็นเจ้าของรายเดียว ซึ่งแน่นอนว่าควรจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นเจ้าของบริหารรถไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อผลักดันให้รถไฟฟ้าทุกสีทุกสายใช้ตั๋วร่วมใบเดียวกันได้ เพราะปัจจุบันรถไฟฟ้าแบ่งการบริหารทั้งเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รฟม. และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งมีเอกชนเดินรถ คือ กลุ่ม BTS
อย่างไรก็ดี โดยเฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มี BTS บริหาร ปัจจุบันอยู่ช่วงกึ่งกลางและเหลือสัญญาอีก 3 ปี ทำให้ต้องเจรจาว่าใน 3 ปีนี้จะทำอย่างไร โดยสิ่งที่กระทรวงกังวลที่สุดคือการซื้อคืน หากซื้อคืนมาในราคาแพง ก็จะถูกหาว่ากระทรวงมีอะไรนอกมีในหรือเปล่า แต่ถ้าไปซื้อถูกเกินไป ผู้ประกอบการเขาก็คงไม่ขาย เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าในแต่ละวันเขามีปริมาณผู้โดยสารและรายได้เท่าไหร่ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องรอบคอบอย่างมาก
อีกทั้ง ปัญหาคือ รฟม. จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อคืนระบบทั้งหมด เพราะการใช้เงินงบประมาณจะติดเรื่องหนี้สาธารณะ โดยทางกระทรวงการคลังจึงแนะนำให้ใช้การระดมทุนผ่าน Thailand Fund ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ระยะเวลาในการดำเนินการมันไม่ทันช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้ ส่งผลให้กระทรวงฯ จะเสนอแนวคิดในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชนชนในรูปแบบทำราคาค่าโดยสาร 17 – 45 บาทต่อเที่ยว และไม่จัดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
“เฟสแรกที่เรายังซื้อคืนทั้งหมดไม่ได้ เราจะขอใช้ราคา 17 - 45 บาท โดยเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียวจบก่อน นี่คือเฟสแรกที่เราพยายามจะทำสถานะให้จบภายในสิ้นปีนี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน แต่เราก็ยังไม่ละความพยายามที่จะเจรจากับผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้ทำราคา 40 บาทตลอดวันในอนาคต”
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากเรื่องผลักดันนโยบายตั๋วร่วมแล้ว กระทรวงฯ ยังเร่งรัดโครงการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในจังหวัดภูเก็ต โครงการก่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) จังหวัดภูเก็ต คาดว่าภายในเดือนนี้หรือภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า จะมีการลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง ซึ่งจะสร้างเป็นอุโมงค์ควบคู่ไปกับทางด่วน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลจะมีการเก็บค่าผ่านทางในราคาที่ถูกลงด้วย
ขณะที่โครงการลงทุนสำคัญอย่าง โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ขอชี้แจงเพื่อแก้ความเข้าใจผิดเรื่องงบประมาณภาครัฐ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีภาระการลงทุนในโครงการนี้เพียงแค่ การเวนคืนที่ดินเท่านั้น ซึ่งประมาณการงบประมาณไว้ที่ 13,000 - 14,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง 90 กิโลเมตรทั้งสองฝั่ง โดยแนวเส้นทางการก่อสร้างจะมีการเจาะอุโมงค์ 12 ช่วง
สำหรับข้อมูลที่สื่อสารออกไปว่ารัฐต้องใช้งบประมาณถึง 1 ล้านล้านบาทนั้น ยืนยันว่าไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะหน้าที่ในการลงทุนก่อสร้าง และการดำเนินการทั้งหมดจะเป็นของภาคเอกชน ที่จะเข้ามาร่วมลงทุนและศึกษาความเป็นไปได้ในรูปแบบการลงทุนต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นอีกหนึ่งโครงข่ายสำคัญที่จะเชื่อมการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลได้วางรากฐานทางรางไว้อย่างเป็นระบบ มีแนวเส้นทางรถไฟทางคู่จากกรุงเทพฯ ถึงชุมพร ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และในงบประมาณปี 2570 จะดำเนินการต่อเนื่องจากชุมพรไปยังสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ จนถึงชายแดนมาเลเซีย เพื่อให้เป็นรถไฟทางคู่ตลอดสาย ช่วยสนับสนุนการขนส่งสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ยืนยันได้ว่าแลนด์บริดจ์ในยุคนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมฝั่งตะวันตกและตะวันออกของภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมต่อเหนือและใต้ โดยเฉพาะการรองรับตู้สินค้าจากจีนตอนใต้ ผ่านระบบรางที่กำลังก่อสร้างเชื่อมไปยังหนองคาย เชียงราย และเชียงใหม่ เพื่อขนส่งต่อไปยังตะวันออกกลางและยุโรปออกทางแลนด์บริดจ์ไปยังการขนส่งทางทะเล
นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีเป้าหมายในการดึงส่วนแบ่งทางการตลาดกลับคืนมา โดยปัจจุบันสินค้าในภาคใต้ของไทยต้องส่งไปลงเรือที่ท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย ถึงปีละประมาณ 300,000 ตู้ หากแลนด์บริดจ์สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาท่าเรือปีนังอีกต่อไป แต่สามารถใช้ท่าเรือระนองเป็นจุดศูนย์กลางในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีนและอินเดียได้โดยตรง
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่สถานะโครงการแลนด์บริดจ์ของไทยยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ แต่ในปีหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ของมาเลเซีย ซึ่งเชื่อมระหว่างพอร์ตกลัง (Port Klang) กับรัฐกลันตัน (Kelantan) จะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ระยะทางยาวถึง 640 กิโลเมตร ในขณะที่เส้นทางแลนด์บริดจ์ของไทยมีระยะทางเพียง 90 กิโลเมตรเท่านั้น
ขณะที่ความได้เปรียบของ แลนด์บริดจ์ไทย คือ สามารถประหยัดเวลาและคุ้มค่ากว่า เพราะการขนส่งผ่านเส้นทางของมาเลเซีย เช่น จากพอร์ตกลังไปช่องแคบมะละกา หรือจากกลันตันไปสิงคโปร์ จะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 1.5 วัน แต่เส้นทางของไทยสามารถช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางของเรือได้ถึง 2 ถึง 2.5 วัน ดังนั้นแลนด์บริดจ์เป็นความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการขนส่งทั่วโลกให้ความสำคัญที่สุด


