วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

มาบตาพุดเฟส 3 สะดุดแผนรัฐ! กนอ.รอ PDP ใหม่ เคาะโมเดลลงทุน ดันฮับพลังงานอนาคต

ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 หนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าการลงทุนประมาณ 93,625 ล้านบาท กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังภาครัฐเตรียมทบทวนแนวทางพัฒนาพื้นที่ส่วนต่อขยายเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก และความต้องการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมรายใหญ่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอสำคัญหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

โดยข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ การเร่งรัดกระบวนการอนุญาตต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในพื้นที่ EEC

กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมผลักดันแนวทาง Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสีเขียว และการกำหนดมาตรฐานด้านไบโอพลาสติกและวัสดุรีไซเคิล เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และมาตรฐาน ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ EEC จากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ผ่านการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและแผนผันน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคอุตสาหกรรม

"เมื่อท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ จะกลายเป็นฐานอุตสาหกรรมและพลังงานสำคัญของประเทศ รองรับพลังงานทางเลือก เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของ EEC และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในระยะยาว"

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี พร้อมยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาค โดยใช้พื้นที่ถมทะเลกว่า 1,000 ไร่ รองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมอุตสาหกรรมในอนาคต

สำหรับการดำเนินงานระยะที่ 1 ซึ่งเป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก ทั้งการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ระบบสาธารณูปโภค ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน และระบบขนส่งทางท่อ ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด ขณะที่ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ในฐานะเอกชนคู่สัญญา ได้รับสิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซ LNG และพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี รองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปี โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2572

“งานก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยังคงเดินหน้าตามแผน พื้นที่ถมทะเลบางส่วนเริ่มมีเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์แล้ว ส่วนพื้นที่อื่นยังอยู่ระหว่างปรับสภาพและรอความมั่นคงของดินก่อนพัฒนาเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายในประมาณ 2 ปีจากนี้” 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการพัฒนาระยะที่ 2 หรือโครงการ Superstructure ซึ่งครอบคลุมพื้นที่แปลง A และแปลง C ยังคงมีความล่าช้าจากแผนเดิม หลังรัฐบาลยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุนว่าจะใช้แนวทางการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) หรือรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) รวมถึงต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่

กนอ.ยอมรับว่า บริบทเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะภาคปิโตรเคมีที่อยู่ในช่วงขาลง ขณะที่ธุรกิจน้ำมันมีความผันผวนสูง ทำให้ต้องกลับมาทบทวนแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานระยะยาวของประเทศ

เดิมพื้นที่แปลง A และ C ถูกกำหนดให้พัฒนาในรูปแบบ PPP Net Cost โดยเอกชนจะได้รับผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจท่าเรือสินค้าเหลว คลังสินค้า และกิจการต่อเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า

แต่ล่าสุด กนอ.ได้เสนอทางเลือกการลงทุนใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว โดยมีทางเลือกประมาณ 6 รูปแบบ รวมถึงแนวทาง G2G และรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับทิศทางพลังงานในอนาคต

“เราเสนอทางเลือกไว้หลายรูปแบบ และกำลังรอการตัดสินใจจากรัฐบาลว่าจะเลือกแนวทางใด ซึ่งต้องสอดคล้องกับแผนพลังงานของประเทศในระยะยาว” 

ทั้งนี้ พื้นที่ระยะที่ 2 ซึ่งเดิมถูกออกแบบเพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก อาจถูกปรับบทบาทใหม่ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงสะอาด ไฮโดรเจน พลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ตลอดจนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรูปแบบใหม่

การกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์พื้นที่แปลง A และ C จะต้องรอความชัดเจนของแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากจะเป็นกรอบสำคัญในการกำหนดความต้องการเชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

แม้การพัฒนาโครงการในภาพรวมจะล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่ตั้งเป้าลงนามสัญญาร่วมทุนในปี 2567 เริ่มก่อสร้างในปี 2568 และเปิดดำเนินการในปี 2569 แต่ กนอ.ยืนยันว่า ความสนใจจากนักลงทุนยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งจากไทยและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน กนอ.ยังคงเดินหน้าดูแลผลกระทบต่อชุมชนประมงในพื้นที่ โดยได้จ่ายเงินเยียวยารอบแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว และอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนภาคประมง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบ

สำหรับโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลราว 450 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคกว่า 600 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่เป็นแปลง A, B และ C ซึ่งแปลง B ใช้รองรับ LNG Terminal ของ Gulf MTP ส่วนแปลง A ตามแผนเดิมเป็นท่าเรือสินค้าเหลวและปิโตรเคมี ขณะที่แปลง C รองรับคลังสินค้า โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยโครงการทั้งหมดมีเป้าหมายก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2572