การพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ผ่านมาแล้ว 7 รัฐบาล ในช่วง 8 ปี นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดที่ 1 เห็นชอบโครงการวันที่ 27 มี.ค.2561
นำมาสู่การประมูลโครงการเอกชนร่วมลงทุนกิจการรัฐ (PPP) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศให้บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่ม CP) ชนะประมูล หรือชื่อปัจจุบัน คือ บริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด โดยขอรับเงินร่วมลงทุนจากรัฐ 117,226 ล้านบาท
เมื่อเข้าสู่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 ได้มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 22 ธ.ค.2561 โดยก่อนที่จะออกหนังสือเริ่มงาน (NTP) เกิดโควิด-19 ทำให้คู่สัญญาขอให้รัฐมีมาตรการเยียวยา และ ครม.เห็นชอบการเยียวยาที่รวมถึงการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564
ต่อมารัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ในปี 2567 การเจรจาแก้ไขสัญญาไม่ได้ข้อสรุปและมีปัญหาการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน โดยการเจรจายังดำเนินไปถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดย ครม.เห็นชอบหลักการแก้ไขสัญญาเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2567
เมื่อถึงรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีระกูล ชุดที่ 1 มีจุดยื่นว่าการแก้ไขสัญญาขัดหลักการ PPP จนกระทั่งรัฐบาล นายอนุทิน 2 ยังคงมีการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน และมีการถอนวาระแก้ไขสัญญาในการประชุมคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการและรักษาการผู้ว่า รฟท.เปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาและส่งร่างแก้ไขสัญญามายัง รฟท.ซึ่งก่อนหน้านี้มีประเด็นข้อสังเกต 18 ประเด็น รฟท.ตอบกลับชี้แจงหมดแล้ว โดยเฉพาะประเด็นทบทวนมติ ครม.ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลกำหนดให้เอกชนนำไปพิจารณา
รวมทั้งที่ผ่านมาได้หารือร่วมระหว่างบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เพื่อแจ้งเงื่อนไขและหลักการแก้มติ ครม.ให้เอกชนรับทราบและนำไปทบทวนแล้ว โดย รฟท.กำลังรอคำตอบทางการจากเอกชนเพื่อรายงาน กพอ.ก่อนเสนอ ครม.
ทั้งนี้ประเด็นข้อสังเกตอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้มีประเด็นสำคัญเรื่องการวางหลักประกันโครงการ ที่ผ่านมาอัยการสูงสุดมีข้อสังเกตว่าควรให้รวมหลักประกันทั้งส่วนหลักประกันสัญญาและหลักประกันเพิ่มเติมไว้ด้วยกัน
รฟท.ได้ชี้แจงกลับไปแล้วถึงประเด็นนี้ โดยหลักประกันทั้งสองส่วนถูกแยกกันมาตั้งแต่ต้น เป็นไปตามมติ กพอ.เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการโครงการ โดยภายหลังชี้แจงอัยการได้รับทราบและไม่ขัดข้อง
“ตอนนี้กระบวนการพิจารณาร่างสัญญาฉบับใหม่ ถือว่าได้เห็นชอบจากอัยการสูงสุดไม่ได้มีข้อขัดข้องแล้ว หลังจากนี้จะรวบรวมรายงาน กพอ. และเป็นขั้นตอนการพิจารณาของ กพอ. พร้อมทั้งรอการตอบกลับจากทางเอกชนคู่สัญญาที่กลับไปพิจารณารายละเอียด”
แหล่งข่าวจาก สกพอ.กล่าวว่า กรณีกระทรวงคมนาคมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญา โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนเป็นสร้างไปจ่ายไป ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอกชน เนื่องจากการแก้ไขหลักการครั้งนี้เป้นข้อเสนอที่เอกชนต้องการนำไปใช้ประกอบการขออนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ การหารือร่วมระหว่างรัฐและเอกชนวันที่ 8 พ.ค.2569 เอกชนเข้าใจนโยบายรัฐบาล และเอกชนต้องกลับไปเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาแนวทางอื่นในการบริหารจัดการความเสี่ยงการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ หากได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วค่อยกลับมาหารือ รฟท.อีกครั้ง เพื่อให้โครงการมีทางออกใหม่ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขนโยบายรัฐบาล
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันไม่มีนโยบายแก้สัญญาร่วมลงทุน โดยเฉพาะประเด็นปรับเงื่อนไขชำระค่าร่วมลงทุนเป็นรูปแบบสร้างไปจ่ายไป โดยหลังการตอบกลับของอัยการสูงสุดที่เห็นชอบร่างสัญญาแก้ไขแล้วเชื่อว่า รฟท.จะนำข้อมูลมาหารือในการประชุม กพอ.วันที่ 5 มิ.ย.2569
สำหรับข้อกำหนดในสัญญาแก้ไขประเด็นการวางหลักประกันร่วมลงทุนนั้น บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ต้องวางเงินหลักประกัน หรือ แบงก์การันตีเพิ่มจากกรอบสัญญาเดิม รวม 160,000 ล้านบาท เพื่อรับประกันจะก่อสร้างเสร็จภายใน 5 ปี ซึ่งเอกชนต้องนำมาวางให้ รฟท.ภายใน 270 วัน หลังลงนามแก้ไขสัญญา ประกอบด้วย
1.หนังสือค้ำประกันค่าก่อสร้างงานโยธา 125,932.54 ล้านบาท
2.หนังสือค้ำประกันงานระบบ 14,813.49 ล้านบาท
3.หนังสือค้ำประกันคุณภาพเดินรถ 748.25 ล้านบาท
4.หนังสือค้ำประกันค่าสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) 10,671 ล้านบาท โดยเมื่อเอกชนลงนามแก้สัญญาต้องชำระค่าสิทธิบริหาร ARL งวดแรกทันที 1,500 ล้านบาท และส่วนที่เหลือทยอยชำระ 7 งวด
ส่วนหลักประกันเดิมที่กำหนดให้เอกชนต้องนำมาวางเพื่อดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1.หลักประกันสัญญา วงเงิน 4,500 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี
2.หนังสือค้ำประกันผู้ถือหุ้น วงเงิน 149,650 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี
ทั้งนี้ เอกชนยังไม่ต้องวางหลักประกันก้อนใหม่ทันทีในวันลงนามแก้สัญญา โดยมีเวลาหาหลักประกันมาวางภายใน 270 วันนับจากลงนาม หรือวางทันทีเมื่อต้องการเบิกรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ และทำการเบิกเงินจากรัฐพร้อมกับการคืนวงเงินหลักประกันของเอกชน
เบื้องต้นประเมินว่าหลักการสร้างไปจ่ายไปจะทยอยจ่ายเงินสนับสนุนงานโยธาส่วนของรัฐเป็น 5 งวด งวดละ 25,000 ล้านบาท และเมื่อเอกชนสร้างงานโยธาเสร็จและส่งงาน ภาครัฐจะคืนแบงก์การันตีเท่าจำนวนงวดงานทันที

