วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปิด 5 เกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการรัฐ 2569 สกัดจนไม่จริง ปูทาง Negative Income Tax

เปิด 5 เกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการรัฐ 2569 สกัดจนไม่จริง ปูทาง Negative Income Tax

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (2 มิ.ย.69) มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลังได้เสนอเพื่อขอทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ในการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการปรับเกณฑ์การพิจารณาในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อแก้ไขปัญหาฐานข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน และสกัดกั้นผู้ที่จนไม่จริงออกจากระบบ

โดยการคัดกรองในครั้งนี้ได้ยกเลิกเกณฑ์ประเมินแบบ "ครอบครัว" และหันมาใช้เกณฑ์คัดกรองแบบ "รายบุคคล" แทน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผู้มีฐานะดีที่แฝงตัวรับสิทธิจากการเฉลี่ยรายได้ของครอบครัว การเชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลนี้ยังเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสู่นโยบายภาษีเงินได้แบบติดลบ (Negative Income Tax) ในอนาคต

นายลวรณ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การคัดกรองมีความรัดกุมยิ่งขึ้น กระทรวงการคลังได้เพิ่ม 5 เกณฑ์ใหม่ ประกอบไปด้วย 

1.การเพิ่มกลุ่มต้องห้ามใหม่ 5 กลุ่ม" 

นอกเหนือจากกลุ่มต้องห้ามเดิม เช่น ผู้ต้องขัง ข้าราชการ นักบวช ซึ่งกลุ่มใหม่ที่จะถูกตัดสิทธิทันที ได้แก่

  • กลุ่มนักเรียน และนักศึกษา ซึ่งถือเป็นผู้ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบแรงงานอย่างเต็มตัว
  • ผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • ผู้ที่มีบัญชีหุ้นหรือตราสารหนี้
  • ผู้ที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตด้วยตนเองเกิน 12,000 บาทต่อปี เนื่องจากสะท้อนว่ามีทรัพย์สินเพียงพอในการดำรงชีวิตแล้วจึงสามารถซื้อประกันเพื่อสะสมทรัพย์หรือลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่นับรวมประกันไมโครอินชัวรันส์ ประกันภัยภาคบังคับ หรือกรณีที่บริษัทนายจ้างเป็นผู้จ่ายให้
  • บิดา มารดา บุตร หรือคู่สมรส ที่ถูกบุคคลอื่นนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น ผู้ที่มีบุตรนำชื่อไปหักค่าอุปการะเลี้ยงดู 30,000 บาท

2. ปรับเกณฑ์รายได้พิจารณาเป็นรายบุคคล

โดยผู้ลงทะเบียนต้องมีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้ผู้อื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

3. เกณฑ์ทรัพย์สินทางการเงิน

กำหนดให้ยอดเงินฝาก และสลากออมทรัพย์รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท และยังคงเกณฑ์เดิมคือ ไม่เป็นผู้ถือบัตรเครดิต

4.เกณฑ์อสังหาริมทรัพย์

เพิ่มการถือกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ โดยผู้ที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลที่ไม่ได้ใช้เพื่อประกอบอาชีพหรือการเกษตร รวมถึงผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ที่มีเครื่องยนต์เกิน 300 ซีซี ยกเว้นรถจักรยานยนต์ รถยนต์สามล้อ รถยนต์รับจ้างสี่ล้อเล็ก และรถใช้งานเกษตรกรรม 

5. เกณฑ์หนี้สิน

กำหนดให้วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะดึงข้อมูลจริงย้อนหลังไป ณ เดือนพ.ค. เพื่อสกัดการตกแต่งหรือโยกย้ายบัญชีล่วงหน้า

เปิดไทม์ไลน์ลงทะเบียน

ผู้ที่มีรายชื่อถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวน 13.18 ล้านคน จะต้องเข้าไปยืนยันตัวตน (KYC) เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองด้วยข้อมูลใหม่ ระหว่างวันที่ 4 - 21 มิ.ย.2569 โดยสามารถยืนยันสิทธิผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ 1. แอปพลิเคชันเป๋าตัง 2. แอปพลิเคชันทางรัฐ 3. เว็บไซต์โครงการ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th) 4. ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย และ 5. สาขาของสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย, ธอส., และธนาคารอิสลาม

ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเก็บตกกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี และข่าวสาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังจะใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยให้หน่วยงานท้องถิ่น อบต. และระดับหมู่บ้าน ลงพื้นที่เดินสำรวจ และรวบรวมรายชื่อเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามเกณฑ์เดียวกัน

"กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังตกหล่น และยังไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังไม่ต้องดำเนินการใดๆ รอให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อที่ผ่านเกณฑ์ จากนั้นให้มายืนยันตัวตนเข้าร่วมโครงการ"

นายลวรณ กล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการทบทวนสิทธิให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน โดยจะมีการประกาศผลการคัดกรองพร้อมกันในวันที่ 17 ก.ค. 2569 สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 18 - 31 ก.ค.2569 และจะต้องยื่นสำแดงเอกสารข้อมูลเพื่อโต้แย้งภายในวันที่ 16 ก.ค.2569 “กระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนก.ย. เพื่อให้สอดรับกับการจัดสรรงบประมาณสำหรับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคมในปีงบประมาณใหม่ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค.2569”

นายลวรณ กล่าวต่อว่า ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ที่รัดกุมขึ้น จะทำให้จำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดน้อยลงกว่า 13.18 ล้านคนอย่างแน่นอน แม้จะยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนได้จนกว่าการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานรัฐกว่า 40 แห่งจะแล้วเสร็จ 

สำหรับผู้ที่ถูกคัดกรองออก และหลุดจากการเป็นผู้ถือบัตร จะไม่ได้รับสิทธิเงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาท และเงินเพิ่มจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเดือนละ 700 บาท ในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอาจพิจารณาเปิดโครงการไทยช่วยไทยพลัสในสัดส่วน 60/40 สำหรับสิทธิที่ยังคงเหลืออยู่อีกเกือบ 4 ล้านสิทธิ ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนด้านนโยบายต่อไป

สำหรับการทบทวนหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ เป็นการใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาบูรณาการ ซึ่งหลังจากนี้ ภาครัฐจะสามารถดำเนินการตรวจสอบ และคัดกรองความถูกต้องของข้อมูล (Data Cleansing) ได้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องเปิดรอบลงทะเบียนขนาดใหญ่บ่อยครั้ง ทำให้สามารถเพิ่มรายชื่อผู้ที่ยากจนจริง และคัดกรองผู้ที่พ้นจากความยากจนออกจากระบบได้อย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์