วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

“อัทธ์” ชี้รัฐ “แจก AI” ไม่ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

 “อัทธ์ พิศาลวานิช” เตือนโครงการ TH AI Passport เสี่ยงเป็นแค่ “แจก AI” ไม่สร้างคนให้รู้เท่าทัน และไม่ยกระดับการแข่งขันของประเทศ เผย ไทยอยู่อันดับ 5 ของอาเซียน ด้านความพร้อมใช้ AI ตามหลังสิงคโปร์อันดับ 1 แนะใช้งบ 1,600 ล้านบาท พัฒนา AI ในประเทศ ช่วยผู้ประกอบการเพิ่มยอดขาย ขยายตลาด และสร้างโอกาสธุรกิจ

นายอัทธ์ พิศาลวานิช  นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมดำเนินโครงการ TH AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับ Pro จากผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำของโลกเป็นเวลา 1 ปี ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” ที่มุ่งส่งเสริมการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างรายได้ในอนาคต  

ในทางปฏิบัติ โครงการนี้มีลักษณะเป็นการที่ภาครัฐใช้งบประมาณสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับ Pro โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็น “นโยบายแจก AI” หรืออาจจะเรียกว่า “ประชานิยม AI” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ ยกระดับทักษะแรงงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ประเด็นสำคัญไม่ใช่การแจก AI หรือไม่ แต่คือ โครงการดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยยังมีความพร้อมด้าน AI อยู่ในอันดับ 5 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย  

จากผลการประเมินความพร้อม และการประยุกต์ใช้ AI ในอาเซียน ซึ่งพิจารณาจากศักยภาพการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ และความพร้อมด้านนโยบาย และโครงสร้างพื้นฐาน พบว่า สิงคโปร์มีคะแนนสูงสุด ขณะที่ไทยมีคะแนนรวม 6.53 คะแนน อยู่อันดับ 5 ของภูมิภาค  

ช่องว่างสำคัญระหว่างไทยกับสิงคโปร์อยู่ที่การสร้าง “AI Literacy” หรือความสามารถในการรู้เท่าทัน AI โดยสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประชาชนให้สามารถวิเคราะห์ ประเมิน และใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ขณะที่ไทยยังเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน AI เป็นหลัก  

นอกจากนี้การประเมินระดับการใช้ AI ในอาเซียน ไทยถูกจัดอยู่ในระดับ “AI Usage” หรือการใช้ AI เป็น ขณะที่มาเลเซีย และเวียดนามอยู่ในระดับ “AI Skills” ซึ่งสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่วนสิงคโปร์อยู่ในระดับ “AI Literacy” ที่เน้นการรู้เท่าทัน และเข้าใจผลกระทบของ AI อย่างรอบด้าน  

พัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill และ Reskill) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ AI ในการทำงาน เพิ่มผลิตภาพ และปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ หลักคิดสำคัญคือ “AI เข้ามาเสริมศักยภาพการทำงานของคน ไม่ใช่เข้ามาแทนที่คน” การสนับสนุนของรัฐสิงคโปร์จึงเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การเปลี่ยนอาชีพ และโอกาสการจ้างงาน

ในขณะที่ TH AI Passport ของไทย เน้นการขยายการเข้าถึง AI ให้ประชาชนในวงกว้าง ลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และให้คนไทยใช้ AI ในชีวิตประจำวัน การศึกษา และการทำงาน โดยรัฐสนับสนุนการเข้าถึงเครื่องมือ AI

กล่าวได้ว่า SkillsFuture เน้น "พัฒนาคนเพื่อให้ใช้ AI แล้วมีงานที่ดีขึ้น" แต่ TH AI Passport เน้น "ทำให้คนไทยเข้าถึง และเริ่มใช้ AI ได้มากขึ้น"

นายอัทธ์ กล่าวว่า สิงคโปร์มีการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ผ่านโครงการระดับชาติ SkillsFuture 

ทั้งนี้ตนมีข้อเสนอแนะต่อโครงการ TH-AI Passport   โดยต้องยกระดับจากใช้ AI ไปสู่การรู้เท่าทัน AI ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถาบันการศึกษาต้องพัฒนาคนให้รู้เท่ากัน AI (AI Literacy) ไม่เพียงแค่สามารถใช้เครื่องมือ AI ได้ แต่ต้องสามารถวิเคราะห์ ประเมิน และตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้นได้อย่างมีวิจารณญาณ  ส่วนสถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดให้ AI Literacy เป็นหนึ่งในผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับ AI และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต

การให้สิทธิใช้งาน AI ควรเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ การอบรม หรือการประเมินทักษะเบื้องต้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ใช้งาน AI และคนที่ได้รับสิทธิต้องมี KPI ว่าหลังจาก 1 ปีแล้ว ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือเกิดการพัฒนาอย่างไร ส่วนการแจก AI ไม่ควรแจกฟรีต้องมีเงื่อนไขในการแจก และเจาะจงกลุ่มที่ต้องการใช้ หรือเพื่อส่งเสริมในการพัฒนาทักษะ หรือร่วมกับองค์กร สถาบันการศึกษา หน่วยงาน ภาคเอกชน และอื่นๆ  เข้าไปพัฒนาร่วมกัน เพื่อตอบโจทย์ ปัญหาที่หน่วยงานกำลังประสบด้าน AI

“งบประมาณ 1,600 ล้านบาท อาจไม่คุ้มค่าหากใช้เพื่อสนับสนุนการเข้าถึง AI เพียงอย่างเดียว ควรนำงบดังกล่าวไปพัฒนา AI ของประเทศที่สามารถช่วยผู้ประกอบการไทยเพิ่มยอดขาย ขยายตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า” นายอัทธ์  กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์