การลงทุน Data Center ในไทยมีทิศทางการเติบโตที่ชัดเจน โดยสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน และกระแสโยกย้ายฐานการผลิต ซึ่งทำให้ไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อเนื่อง และข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่าคำขอส่งเสริมการลงทุน
Data Center และ Data Hosting ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมามีจำนวนโครงการ และมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนดังนี้
- ปี 2564 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 5,525 ล้านบาท
- ปี 2565 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 5 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 39,773 ล้านบาท
- ปี 2566 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 5,983 ล้านบาท
- ปี 2567 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 10 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 107,843 ล้านบาท
- ปี 2568 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 37 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 736,558 ล้านบาท
- ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 7 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 872,494 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันรูปแบบการลงทุน Data Center ในไทยมี 2 โมเดลหลัก ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับระบบไฟฟ้า และกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งกำหนดทิศทาง ดังนี้
1.โมเดลนักลงทุนต่างชาติจะมาใช้บริการบริษัทไทยในฐานะ Service Provider โดยบริษัทไทยเป็นผู้ลงทุนดาต้าเซนเตอร์ สร้างอาคาร ระบบคลังข้อมูล หรือโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้เช่า ซึ่งในกรณีนี้บริษัทไทยจะเป็นผู้ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเป็นหลัก โดยไฟจากการไฟฟ้าจะเป็นแหล่งที่มาหลัก แต่จะมีแหล่งที่มาเสริมเพื่อการันตีไฟไม่ดับเพราะดาต้าเซนเตอร์หยุดไม่ได้
ทั้งนี้ Data Center จะใช้ระบบไฟฟ้าสำรองหรือเชื่อมต่อหลายแหล่ง เพื่อให้มีไฟฟ้าป้อนตลอด 24 ชั่วโมง เพราะหากเกิดไฟดับเพียงช่วงสั้นอาจสร้างความเสียหายมหาศาลต่อระบบข้อมูล และลูกค้าระดับโลก
2.โมเดลนักลงทุนสร้าง Data Center เองหมด ตั้งแต่การจัดหาไฟฟ้า การจัดหาระบบพลังงานสะอาดไปถึงการบริหารโครงสร้างพื้นฐาน โดยเชื่อมระบบไฟฟ้าแบบ 2 สายเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน
นอกจากนี้ สิ่งน่ากังวล คือ การเปิดช่องให้ผู้ลงทุนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มทุนสีเทาหรือจีนเทาเข้ามาทำธุรกิจ ซึ่งซื้อไฟจากเอกชนตรง เช่น โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ แทนพึ่งพาระบบของรัฐ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นด้านกำกับดูแลในอนาคต
ต่างประเทศเข้มงวดเงื่อนไขตั้ง Data Center
แหล่งข่าว กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังไม่มีนโยบายเฉพาะสำหรับธุรกิจ Data Center ต่างจากหลายประเทศเริ่มกำหนดเงื่อนไขเข้มงวดขึ้น หลังพบดาต้าเซนเตอร์ใช้ไฟฟ้ามหาศาลจนกระทบต้นทุนพลังงานประชาชน
“ต่างประเทศเริ่มบังคับแล้วว่าถ้าจะทำดาต้าเซนเตอร์ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเองหรือหาไฟเอง ห้ามดึงไฟจากระบบหลักเพราะไม่ต้องการให้ประชาชนแบกต้นทุนค่าไฟเพิ่ม”
รวมทั้งในสหรัฐ ออสเตรเลีย และหลายประเทศในยุโรป เริ่มมีกระแสต้านดาต้าเซนเตอร์หลังพบความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจ AI และ Cloud Computing เพิ่มขึ้นเร็วจนสร้างแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้า และผลักภาระต้นทุนไปประชาชน
หลายพื้นที่ในสหรัฐเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดประชาชนต้องรับภาระค่าไฟแพงขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่ยุโรปบางประเทศเริ่มชะลออนุญาตโครงการใหม่ เพราะกังวลเรื่องเสถียรภาพพลังงาน และเป้าหมายลดคาร์บอน
แหล่งข่าว กล่าวว่า ไทยควรศึกษาโมเดลต่างประเทศจริงจัง และควรแยกนโยบายดาต้าเซนเตอร์ออกจากการลงทุนอุตสาหกรรมทั่วไป เพราะเป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติ ซึ่งวันนี้ไทยยังไม่มีนโยบายแยก Data Center ออกมาเฉพาะ ทั้งที่เป็นธุรกิจใช้ไฟมหาศาล จึงเห็นด้วยว่าควรทำแบบต่างประเทศ
"กังวลต่อทิศทางนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ถูกมองเปิดกว้างมากเกินไป และถ้าออกกติกาต้องผลิตไฟเองแล้วนักลงทุนจะยอมหรือไม่”
ประเด็นดังกล่าวกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของไทย ในช่วงที่รัฐบาลพยายามผลักดันประเทศสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI Hub ของภูมิภาค ผ่านการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน Data Center ระดับโลก
แม้การลงทุนดังกล่าวกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินลงทุนมหาศาล และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่อีกด้านสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ค่าไฟแพง การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม EV และ AI พร้อมกัน
PDP ล่าช้า 4 รัฐบาลไม่ได้ข้อสรุป
แหล่งข่าว กล่าวว่า หากไม่วางแผนล่วงหน้า ไทยอาจเผชิญปัญหาเดียวกับหลายประเทศคือ ประชาชนต้องร่วมแบกรับต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เพื่อรองรับธุรกิจเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
ขณะเดียวกันต้องจับตาการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งมีการเปิดรับฟังความเห็นไปแล้วหลายรอบหลังจากเริ่มมีการผลักดันร่าง PDP 2022 มาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการผลักดันต่อเนื่องถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน รวมถึงรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล 1
รวมแล้วนับถึงรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นรัฐบาลที่ 5 ที่มีการผลักดัน โดยมีโจทย์สำคัญเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ส่วนหนึ่งเป็นการรองรับ Data Center และ EV
การทบทวนแผน PDP ผ่านการดำเนินงานมาทั้งนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, นายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค (2 รัฐบาล), นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ จนมาถึงนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปัจจุบันที่ต้องการประกาศ PDP2026 ภายในเดือนก.ค.2569
ดีมานด์ไฟฟ้า Data Center พุ่ง
รวมทั้งที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำหนดฉากทัศน์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ตั้งแต่ปี 2569-2593 รวม 3 กรณี ดังนี้
1.กรณีต่ำ เฉพาะส่วนที่มีความชัดเจนแล้ว ซึ่งได้รับส่งเสริมการลงทุนหรืออยู่ระหว่างขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI โดยมีความพร้อมในการจ่ายไฟ โดยปี 2569 จะมีความต้องการ 1,065 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มก้าวกระโดดในปี 2576 อยู่ที่ 6,376 เมกะวัตต์ และสิ้นสุดแผนในปี 2593 จะมีความต้องการ 6,799 เมกะวัตต์
2.กรณีกลาง เป็นการมองบนสมมติฐานของกรณีต่ำ บวกกับส่วนที่มีศักยภาพในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารองรับ โดยปี 2569 จะมีความต้องการ 1,065 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มก้าวกระโดดในปี 2576 อยู่ที่ 8,002 เมกะวัตต์ และสิ้นสุดแผนในปี 2593 จะมีความต้องการ 8,811 เมกะวัตต์
3.กรณีสูง เป็นการประเมินทั้งหมดที่ยื่นหรือติดต่อขอใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยปี 2569 จะมีความต้องการ 4,004 เมกะวัตต์ และเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2570 จนเริ่มนิ่งในปี 2576 ที่มีความต้องการ 19,085 เมกะวัตต์ และสิ้นสุดแผนในปี 2593 จะมีความต้องการ 19,808 เมกะวัตต์
BOI ตั้งเกณฑ์ประสิทธิภาพใช้ไฟ-น้ำ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เปิดเผยว่า การลงทุนกิจการ Data Center และคลาวด์เซอร์วิสไตรมาส 1 ปี 2569 มูลค่ารวม 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86% ของเงินลงทุนในไตรมาสดังกล่าว
ทั้งนี้มาจากการเติบโตรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะ AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูล บริการคลาวด์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งต้องใช้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
นอกจากนี้ BOI เห็นผลกระทบการส่งเสริม ดาต้าเซนเตอร์ทั้งการใช้ไฟฟ้า และน้ำจำนวนมาก ซึ่งประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจึงปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริม Data Center ให้เหมาะสมขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า และน้ำให้สอดคล้องมาตรฐานสากล
รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องได้รับการรับรองความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนขอรับการส่งเสริมเพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสอดคล้องแผนผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าแต่ละพื้นที่ และป้องกันปัญหาการจัดสรรไฟฟ้ากับผู้ใช้รายอื่น
Direct PPA ไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า
รัฐบาลจะปลดล็อกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ (Direct PPA) เพื่อให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยไม่ผ่านคนกลาง และให้สิทธิเฉพาะ Data Center
นอกจากนี้ในอนาคตจะเดินหน้านโยบายปลดล็อกการเปิดให้บุคคลที่ 3 เข้าใช้สายส่งไฟฟ้าได้ หรือ Third-Party Access (TPA) โดยการเก็บเป็นค่าผ่านสายหรือค่าธรรมเนียมการใช้โครงข่ายไฟฟ้าแทน
ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า Direct PPA ของไทยนำร่องเพียง 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีนโยบายดึงการลงทุน Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนี้
1.เวียดนาม ประกาศใช้กลไก DPPA (Direct Power Purchase Agreement) เปิดทางให้เอกชนซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง
2.มาเลเซีย เปิดตัวนโยบาย CRESS ที่มีความยืดหยุ่นสูง และไม่มีข้อจำกัดด้านโควตา ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ยังจำกัดโครงการนำร่องเพียง 2,000 เมกะวัตต์
"ความเคลื่อนไหวของประเทศเพื่อนบ้านทำให้ไทยเริ่มสูญเสียความน่าสนใจในฐานะฐานการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และ Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของภูมิภาค” แหล่งข่าว กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ
รวมทั้ง Direct PPA ของไทยยังอยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วม และอัตราค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า และอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 2: UGT2) ซึ่งหลายรัฐบาลที่ผ่านมาต้องการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้ภาคเอกชนแต่ยังไม่ได้ประกาศใช้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

