วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ฉายภาพเศรษฐกิจ ผ่านมุมมอง ‘สันติธาร’ ปรับบทบาทสู่ผู้กำหนดนโยบาย

ฉายภาพเศรษฐกิจ ผ่านมุมมอง ‘สันติธาร’ ปรับบทบาทสู่ผู้กำหนดนโยบาย

นายสันติธาร เสถียรไทย เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวในฐานะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นทีมคลังสมองคนสำคัญของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน

การปรากฏตัวบนเวทีสัมมนาใหญ่ บนเสทีของบางกอกโพสต์และประชาชาติธุรกิจต่อเนื่องกัน ซึ่งถือเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งแรกในฐานะคนการเมือง ที่มีผู้ร่วมจากภาคธุรกิจชั้นนำ โดยนายสันติธารได้ฉายภาพมุมมองเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พร้อมทั้งเผยทิศทางนโยบายที่รัฐบาลจะนำพาประเทศฝ่าระลอกคลื่นความไม่แน่นอน

"เรือที่ทรุดโทรม" ท่ามกลางมรสุม 3 ระลอก

นายสันติธาร เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนเรือที่มีประวัติศาสตร์น่าภาคภูมิใจ แต่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ใน 3 มิติ 

"เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือลำหนึ่ง แต่เรือลำนี้ต้องยอมรับว่าเจอความท้าทายอย่างมากใน 3 มิติด้วยกัน มิติแรก เรือลำนี้เครื่องยนต์เริ่มเก่า เรือนี้มีจุดเปราะบาง มีรอยร้าวอยู่ เมื่อไหร่มีคลื่นกระแทกมันจะเริ่มเป็นรอยรั่ว และสุดท้าย เรือลำนี้กำลังเข้าสู่น่านน้ำใหม่ ซึ่งมีคลื่นลมรุนแรงมากๆ"

นายสันติธาร ได้กล่าวอธิบายถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย ได้แก่

1. เครื่องยนต์ที่เริ่มเก่า เศรษฐกิจไทยที่เคยเติบโตได้ 5-6% ปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 3% ซึ่งเป็นผลจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานหายไปฉุดรั้ง GDP ถึงปีละ 1% รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ที่ลดลงตามไปด้วย 

2. รอยร้าวบนตัวเรือ จุดเปราะบางสำคัญคือ "ความมั่นคงทางพลังงาน" ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนต่อ GDP ที่สูงที่สุดในทวีปเอเชีย และใช้พลังงานอย่างมหาศาลเพื่อสร้างผลผลิตแต่ละหน่วย 

3. น่านน้ำใหม่ที่คลื่นลมรุนแรง ไทยกำลังเผชิญกับคลื่นวิกฤต (Shockwaves) ที่ถาโถมเข้ามาถึง 3 ระลอกอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 

  • วิกฤตพลังงาน ผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 
  • วิกฤตเงินเฟ้อและของแพง ปัญหาค่าครองชีพพุ่งสูง ทั้งค่าปุ๋ย อาหาร และค่าขนส่ง ทำให้เม็ดเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง 
  • วิกฤตกำลังซื้อถดถอย เมื่อประชาชนถูกบีบด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น ในขณะที่ภาคธุรกิจ SME เจอปัญหายอดขายตกต่ำ (Double Squeeze) ท่ามกลางความเปราะบางของหนี้ครัวเรือนไทยที่พุ่งสูงถึง 87% ของ GDP

"ซึ่งวิกฤตเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาค แต่เป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบถึงโต๊ะอาหารในทุกครอบครัว"

กติกาโลกใหม่เปลี่ยนสู่ "ความมั่นคงปลอดภัย"

นายสันติธาร ชี้ให้เห็นถึงการปรับกระบวนทัศน์ของระบบเศรษฐกิจโลก โลกเก่าที่เคยมุ่งเน้นแต่ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพกำลังล่มสลายลง จากโลก Efficiency First สู่ Security First เป็นโลกที่เน้นเรื่องความมั่นคง ความมั่นคงกับเรื่องเศรษฐกิจผูกกันแน่นแฟ้นอย่างถอนกันไม่ได้

“ในโลกแห่ง Security First ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นความแน่นอนใหม่ นักลงทุนไม่ได้มองหาเพียงแหล่งผลิตที่ต้นทุนถูกที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังมองหาพื้นที่แห่งความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยและอาเซียนมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่กระจายความเสี่ยง” 

นายสันติธาร กล่าวว่า ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กว่า 2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และทะลุ 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยมุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI พลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง

เดินหน้ายุทธศาสตร์ "5Ts"

นายสันติธาร กล่าวต่อว่า เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นโยบายเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังจะขับเคลื่อนด้วยหลักการ 5 ประการ หรือ "5Ts" ได้แก่

  • Target (มุ่งเป้า) การให้ความช่วยเหลือทางการคลังต้องมีความแม่นยำ ตรงจุด และปรับเปลี่ยนตามลักษณะของวิกฤตแต่ละระลอกเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและ SME โดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแบบหว่านแหเหมือนในอดีต
  • Transition (เปลี่ยนผ่าน) การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่แค่นโยบายรักษ์โลก แต่คือนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ที่ต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า สร้างซัพพลายเชนใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่ออุดรอยร้าวของเรือ
  • Transform (พลิกโฉม) สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยการดึงดูดกระแสการลงทุน FDI ในอุตสาหกรรมอนาคต ควบคู่ไปกับการตั้งเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อยกระดับแรงงานไทยผ่านโครงการ "Skill Bridge" และดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
  • Transparent (โปร่งใส) การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและความโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน โดยการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody's ปรับมุมมองประเทศไทยจาก "ลบ" สู่ "มีเสถียรภาพ" (Stable) เป็นเครื่องยืนยันว่านโยบายรัฐเดินมาถูกทาง
  • Together (ขับเคลื่อนร่วมกัน) รัฐบาลไม่สามารถเผชิญกับความท้าทายนี้ได้เพียงลำพัง การจะนำพาเศรษฐกิจรอดพ้นวิกฤตต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคสังคม และคนรุ่นใหม่

"กำแพงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างอนาคตได้ กำแพงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ชาติเข้มแข็ง สิ่งที่ทำให้ชาติเข้มแข็งคือความไว้วางใจการลงทุน สถาบันต่างๆ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ประชาชน"

นายสันติธาร กล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะใช้คลื่นลมแรงที่อยู่ข้างนอกมาเป็นพลังภายใน เปลี่ยนอัปเกรดเครื่องยนต์ให้มันเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ที่วิ่งได้เร็วขึ้น ไปไกลได้มากขึ้น 

“ตอนนี้คือเวลาที่เราจะต้องสร้างเรือนั้น สร้างเรือที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ให้เขาสามารถไม่ใช่แค่รอด แต่ขับเรือเหล่านี้ออกไปสู่โลกได้ในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ"