สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากนับจากมีสงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 144.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2026 โดยทะลุสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในช่วงวิกฤตยูเครน-รัสเซีย
คาดราคาน้ำมันโลกเฉลี่ย 85 - 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบดูไบ ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 85 - 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมีค่ากลาง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 68.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2568 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของอุปทานโลก และทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเร่งตัวสูงขึ้นจากเฉลี่ย 68.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็น 129.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม และ 106.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนเมษายนตามลำดับ
ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐาน ในกรณีฐานที่คาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถ กลับมาดำเนินการได้ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงอย่างช้าๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่เพิ่มแนวโน้มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ได้แก่ ความสามารในการชำระหนี้ของครัวเรือน และธุรกิจไทย โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม
โดย ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2569 สินเชื่อภาคเอกชนของสถาบันรับฝากเงินกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย อย่างไรก็ดี สถานการณ์สินเชื่อยังคงมีความเปราะบาง โดยการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจยังคงกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อธุรกิจ SMEs ยังคงหดตัวและมีคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงต่อเนื่อง โดยสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ต่อสินเชื่อรวมของธุรกิจ SMEs ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 อยู่ที่ 9.12% เพิ่มขึ้นจาก 8.51% จากในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อ Stage 2 ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 15.82% เพิ่มขึ้นจาก 14.78% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ด้านสินเชื่อครัวเรือนแม้ว่าแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อไม่ได้ปรับลดลงมากนัก แต่ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง และเป็นข้อจำกัดที่สำคัญต่อการบริโภคในระยะต่อไป
นอกจากนี้ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ครัวเรือนเจอวิกฤตกระทบในส่วนแรก
1.) ผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน ค่าเดินทางและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน จะทำให้รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนปรับลดลง ส่งผลให้รายได้คงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็นลดลง และกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน
ทั้งนี้ กลุ่มครัวเรือนที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ได้แก่ ครัวเรือนรายได้น้อย และครัวเรือนที่มีภาระผ่อนชำระหนี้สูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ความสามารถในการชำระหนี้มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับรายได้ค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ จากข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ พบว่า ในปี 2568 บัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท มีจำนวนบัญชีที่ผิดนัดชำระ 31 – 90 วัน หรือเป็นกลุ่มที่มีสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loans: SM) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ครัวเรือนที่มีบัญชีสินเชื่อในกลุ่มดังกล่าวนอกจากจะเผชิญปัญหาในการชำระหนี้อยู่ในปัจจุบันแล้ว ยังมีแนวโน้มที่ความสามารถในการชำระหนี้จะถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะต่อไป
จับตาความสามารถใช้หนี้ภาคธุรกิจ
2.) ผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ จากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์พลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก และปุ๋ย โดยกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง ประกอบด้วย
(1) ธุรกิจที่มีต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งในสัดส่วนสูง อาทิ ขนส่ง โลจิสติกส์ ประมง ธุรกิจการบิน และธุรกิจขนส่งสาธารณะ
(2)ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและปิโตรเคมีในสัดส่วนสูง อาทิ พลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง
(3) ธุรกิจปลายน้ำที่ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นต้นทุนสำคัญ เช่น ร้านอาหาร อาหารแปรรูป ภาคเกษตร ค้าปลีก–ค้าส่ง และธุรกิจบรรจุภัณฑ์
ทั้งนี้ ธุรกิจในสาขาดังกล่าว หากมีสภาพคล่องจำกัด มีภาระหนี้สูง หรือมีสัญญาณคุณภาพสินเชื่อด้อยลงอยู่เดิม จะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลงได้ในระยะต่อไป โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขาย โดยข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด พบว่า ตั้งแต่ปี 2558 กลุ่ม SMEs ที่มีวงเงินกู้ยืมไม่เกิน 5 ล้านบาท มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ต่อสินเชื่อรวมด้อยลงอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจเสี่ยงแบกต้นทุนเพิ่ม
สะท้อนว่ากลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีความเปราะบางต่อแรงกดดันด้านต้นทุนและสภาพคล่องอยู่แล้ว และหากเจอแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาปัจจัยการผลิตในระยะต่อไป จะส่งผลกระทบต่อกำไรของธุรกิจและสภาพคล่อง ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วย
(1) โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต
(2) โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน ของธนาคารออมสิน
(3) โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน ซึ่งได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง ประกอบด้วย
- โครงการสินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข โครงการสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 และโครงการสินเชื่อ Solar Roof ของธนาคารอาคารสงเคราะห์
- มาตรการ EXIM Support Plus ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
- โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
- มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มเปราะบางและมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ
อย่างไรก็ตามในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามผลกระทบจากการส่งผ่านของต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการติดตามและประเมินผลการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบถึงปัญหา อุปสรรค และผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินมาตรการให้เป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

