กระแสเงินลงทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ กำลังกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของเศรษฐกิจไทย และส่งผลให้ภาคนิคมอุตสาหกรรมกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พุ่งสูงต่อเนื่อง
โดยไตรมาส1/2569 มีการยื่นขอรับส่งเสริมมูลค่าเงินลงทุนถึง 1,016,962 ล้านบาท จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หนุนยอดขายและยอดจองพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเติบโตโดดเด่น
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ให้สัมภาษณ์กับ กรุงเทพธุรกิจ ว่า ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน แม้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก แต่กลับกลายเป็นโอกาสสำคัญของไทย จากการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยไทยถูกมองเป็นพื้นที่พักพิงที่มีศักยภาพ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และความพร้อมด้านอุตสาหกรรม
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว WHA ได้ปรับยุทธศาสตร์รองรับคลื่นลงทุนครั้งใหญ่ โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้แต่งตั้ง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท กรรมการอิสระ และกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. 2566 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการลงทุนระยะยาว
ขณะที่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ก็เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2026 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 มีมติแต่งตั้ง ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท เพื่อเสริมศักยภาพในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ทั้ง ดร.สมคิด และ ดร.ปานปรีย์ ถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาททั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค การต่างประเทศ และยุทธศาสตร์การลงทุน ซึ่งสะท้อนว่าภาคนิคมอุตสาหกรรมกำลังเตรียมพร้อมรับคลื่นทุนต่างชาติ รอบใหม่อย่างจริงจัง
“สมคิด” ชี้ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ แต่ยังมีโอกาสใหญ่
ดร.สมคิด กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Triam Udom Dinner Talk 2026 เตรียมอุดมฯ คิด: เศรษฐกิจพ้นภัย” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ จากปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมที่สะสมมานาน ทั้งเศรษฐกิจโตต่ำ ความยากจน หนี้ครัวเรือน และความเปราะบางทางสังคม ขณะเดียวกันยังเผชิญแรงกระแทกใหม่จากสงคราม ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อ
“ปัญหาเมืองไทยมันเหมือนเนื้อหมู เฉือนเข้าไปมันมีพังผืด แก้ไปเดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่ บ้านเมืองเราเหมือนเดินจงกรม เดินเป็นวงกลม และบางครั้งมันสไลด์ลง” ดร.สมคิด กล่าว
พร้อมเตือนว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ไทยต้องจับตาผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันที่อาจดันเงินเฟ้อสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและ SME ผ่านมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนและสามารถประคองตัวได้
ดร.สมคิด มองว่า ท่ามกลางวิกฤติยังมีประกายไฟสำคัญ คือกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลเข้ามาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจากกระแส China Plus One ที่ทำให้นักลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน และมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพมากกว่า
ประเทศไทยจึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และกลุ่มอุตสาหกรรมจากไต้หวัน ซึ่งกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาค
“นี่คือคลื่นการลงทุนระลอกใหญ่ลูกที่ 2 ของประเทศไทย คล้ายกับยุคญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้าไทยในช่วงทศวรรษ 1980 และครั้งนี้เป็นการลงทุนที่เข้ามาเองโดยที่ไทยแทบไม่ต้องร้องขอ” ดร.สมคิด กล่าว
ดร.สมคิด ยังเสนอว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในระยะต่อไป ไม่ควรวัดเพียงมูลค่าเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของการลงทุน ว่าจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทย ลดความยากจน และพัฒนาคนไทยได้มากน้อยเพียงใด
พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งใช้กลไกความร่วมมือระดับยุทธศาสตร์ระหว่างไทย-จีน และไทย-ญี่ปุ่น เพื่อออกแบบการลงทุนร่วมกันในระยะยาว และกำหนดทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
โลกใหม่แข่งขันรุนแรง ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ด้าน ดร.ปานปรีย์ เคยให้สัมภาษณ์สื่อเครือเนชั่น ถึงความตั้งใจก่อนได้รับมอบหมายสำคัญด้านการต่างประเทศว่า ได้เห็นความสำคัญกับการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะการสานต่อและผลักดันการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (EU),เอฟทีเอไทย-อังกฤษ และเอฟทีเอไทย-กลุ่มประเทศอาหรับ (GCC) ให้สำเร็จ
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ดร.ปานปรีย์ กล่าวว่า จำเป็นต้อง “รักษาสมดุลย์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ” อย่างกลมกลืน โดยไม่จำเป็นต้องปรับท่าทีไปจากเดิมแบบสุดขั้ว แต่จะกระชับสัมพันธ์กับทุกฝ่ายและทุกประเทศให้แน่นแฟ้นและหนักแน่นยิ่งขึ้น มองเทรนด์เศรษฐกิจโลก เพื่อกระทรวงการต่างประเทศจะได้นำประโยชน์จากเหล่านี้ มาสร้างความร่วมมือและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ
ในการปาฐกถาเรื่อง "ทิศทางเศรษฐกิจไทย" จัดโดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติจัดเวทีปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 27 ปี เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2567 ว่า ช่วง 15-16 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับปัญหาหลายเรื่อง ทั้งวิกฤติ และความรุนแรงต่างๆ ดร.ปานปรีย์ ระบุว่า ไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของ GDP และยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก ขณะที่หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงใกล้ 90% ของ GDP ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
โดยปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือ เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง 4 ด้านทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ โครงสร้างเศรษฐกิจปรับตัวช้า ขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และได้รับผลกระทบหนักจากปัจจัยภายนอก ทั้งต้นทุนพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
“ถ้าเดินไม่ถูกทาง จะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจต่อประเทศค่อนข้างรุนแรง” ดร.ปานปรีย์ กล่าว
พร้อมย้ำว่า โลกปัจจุบันอยู่ภายใต้สภาวะ VUCA World ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และยกระดับอุตสาหกรรมเดิมไปสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างเร่งด่วน
ไทยอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญของเศรษฐกิจ
การดึง “สมคิด” และ “ปานปรีย์” เข้ามานั่งหัวเรือใหญ่ของสองยักษ์นิคมอุตสาหกรรม สะท้อนว่าภาคเอกชนไทยกำลังมองเกมเศรษฐกิจในมิติใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนขั้วของเศรษฐกิจโลกและการย้ายฐานการลงทุนครั้งใหญ่
โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่คือการออกแบบอนาคตเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างงาน สร้างคน และลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ประเทศที่ปรับตัวได้เร็วและวางยุทธศาสตร์ได้ถูกทางเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้กลายเป็นโอกาส และก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

