นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน เม.ย. 2569 ทิศทางเศรษฐกิจไทย ยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่เติบโตได้ดี แม้ว่าในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงบ้าง ทั้งนี้ ภาครัฐยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินบาท ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่การผลิตและภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
เมื่อเจาะลึกถึงเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ พบว่าการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะแรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 8.8% และ 3.7% ตามลำดับ เช่นเดียวกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงซึ่งขยายตัว 1.4%
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง แต่ประชาชนยังคงคาดหวังแรงส่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ด้านการลงทุนภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการนำเข้าสินค้าทุนที่พุ่งสูงถึง 27.9% และขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า 8.1% ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์แม้จะหดตัว 11.3% เมื่อเทียบรายปี แต่เริ่มฟื้นตัว 3.2% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนภาคการก่อสร้างยังคงชะลอตัวเล็กน้อย
สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักในเดือน เม.ย. ยังคงเป็นภาคการส่งออก ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยมูลค่ารวม 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 23.1% และเป็นการเติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 22 เดือน หากหักล้างสินค้ากลุ่มน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกที่แท้จริงขยายตัวเด่นชัดถึง 25.7%
โดยได้รับอานิสงส์จากกลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด 64.6% รวมถึงสินค้าเกษตรที่ขยายตัว 17.9% นำโดยกลุ่มผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งที่พุ่งกระฉูดถึง 74.3% ในด้านตลาดส่งออกสำคัญพบว่าขยายตัวในเกือบทุกภูมิภาค นำโดยออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อาเซียน และญี่ปุ่น ที่เติบโต 53.2% 44.2% 34.3% และ 23.4% ตามลำดับ มีเพียงตลาดอินโดจีนที่หดตัว 13.4%
ในด้านอุปทาน ภาคการท่องเที่ยวในประเทศเป็นฟันเฟืองหลัก โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงถึง 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.7% สวนทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.37 ล้านคน หดตัวลง 7.0% ขณะที่ภาคการเกษตรดัชนีผลผลิตขยายตัว 1.2% จากแรงหนุนของผลผลิตยางพาราและข้าวโพด ทางด้านภาคอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตลดลงเล็กน้อยที่ 0.4%
สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ร่วงลงมาอยู่ที่ 85.3 จากผลกระทบต้นทุนการผลิต ราคาน้ำมันดีเซล และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ดี ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยยังคงยืนเหนือระดับ 50 ที่ 52.7 สะท้อนว่าภาคการผลิตยังคงอยู่ในเกณฑ์ขยายตัว
ทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.89% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวที่ 0.83% สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.4% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงถึง 2.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรับมือความผันผวนจากภายนอก สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนี PMI ทั่วโลกที่ยืนเหนือระดับ 50 จุด
ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินไทยยังคงได้รับความสนใจจากเม็ดเงินต่างชาติ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 25 พ.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยสะสม 19,975.02 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้สูงถึง 30,482.15 ล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

