วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน "ไทยช่วยไทยพลัส" ปิดระบบ 29 พ.ค. นี้ เวลา 22.00 น.

วันที่ 28 พ.ค. 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเข้าสู่วันที่ 3 ของการเปิดรับลงทะเบียน ล่าสุด ภาครัฐ ยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเวลาการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่มีปัญหา โดยระบบจะปิดรับลงทะเบียนในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) เวลา 22.00 น. ตามกำหนดการเดิม

ยอดลงทะเบียนล่าสุดทะลุ 26 ล้านคน 

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 13.00 น. มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนรวมทั้งสิ้น 26,026,190 คน โดยมีผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 25,444,929 คน อยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ 112,640 คน และมีผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จ 468,621 คน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 466,114 คน ซึ่งอยู่นอกเงื่อนไขโครงการ ส่งผลให้ภาพรวมยังมีสิทธิคงเหลืออยู่อีก 4,442,431 สิทธิ

แจงปมยืนยันตัวตน

สำหรับ ปัญหาหลักที่ทำให้ประชาชนลงทะเบียนติดขัดนั้น พบว่ามี 3 กรณีหลัก ได้แก่ 1. การลืมรหัสผ่าน 2. การลบแอปพลิเคชันหรือเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่ และ 3. การเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์

โดยสามารถติดต่อผ่านสาขาของธนาคารเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งกำลังเร่งปรับกระบวนการเพื่อดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ สาเหตุที่ระบบการยืนยันตัวตนมีความเข้มงวดและไม่เลือกใช้เพียงแค่ระบบ OTP แบบเดิมนั้น เป็นเพราะปัจจุบันมีมิจฉาชีพจำนวนมาก ทางธนาคารจึงจำเป็นต้องยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันไม่ให้เงินในบัญชีของประชาชนถูกขโมย

มุ่งพยุงค่าครองชีพมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ 

สำหรับรายละเอียดของโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60/40" จะใช้รูปแบบการร่วมจ่าย ในสัดส่วน 60-40 คือ รัฐบาลจ่ายสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% โดยรัฐจะช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และจำกัดวงเงินช่วยเหลือที่ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหากผู้ได้รับสิทธิใช้เงินไม่หมดภายในเดือนนั้นๆ ระบบจะตัดยอดทิ้งและไม่นำไปทบให้ในเดือนถัดไป

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือและดูแลค่าครองชีพของประชาชนในภาวะที่สินค้าราคาแพง โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจวงกว้างเหมือนโครงการในอดีต

ในมิติของผู้ประกอบการ ขณะนี้มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและกดยอมรับเงื่อนไข พร้อมใช้งานแล้วรวมทั้งสิ้น 631,856 ราย แบ่งเป็นร้านค้ารายเดิม 598,163 ราย และร้านค้าใหม่ 33,693 ราย จากจำนวนร้านค้าที่แสดงความจำนงไว้กว่า 1 ล้านราย

ทั้งนี้ ภาครัฐ ได้เน้นย้ำถึงกลุ่มร้านค้าที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการถูกตรวจสอบภาษีว่า ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เนื่องจากระบบของแอปพลิเคชันจะช่วยบันทึกข้อมูลรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐาน (Statement) ที่มีความน่าเชื่อถือ ในการสร้างเครดิตเพื่อขอสินเชื่อกับธนาคารได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น