วันที่ 28 พ.ค.2569 ที่กระทรวงการคลัง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในวันนี้กระทรวงการคลังได้มีการเปิดห้องประชุมใหญ่เพื่อต้อนรับและซักซ้อมความเข้าใจกับตัวแทนจากต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศในการเชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานทูตทั้งหมดที่ประจำการอยู่ในประเทศไทยเข้าร่วมรับฟัง
การเชิญครั้งนี้ครอบคลุมทั้งประเทศที่เป็นสมาชิกของธนาคารโลกและ IMF รวมถึงประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกด้วย เนื่องจากประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกก็สามารถลงทะเบียนขอเข้าร่วมงานในฐานะผู้สังเกตการณ์ (Observer) ได้เช่นกัน
ในการประชุมวันนี้ มีเอกอัครราชทูตให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานด้วยตนเองประมาณ 7 ท่าน พร้อมด้วยอัครราชทูต เจ้าหน้าที่ผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ในไทย โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากสถานทูตต่างๆ ได้ซักถามข้อสงสัยในทุกประเด็น
"เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการใช้โอกาสเล่าให้ทุกประเทศฟังถึงแผนการเตรียมงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นภาพตรงกันว่าประเทศไทยจะมีการดูแลผู้เข้าร่วมประชุมอย่างไร ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนเดินทางมาถึง การอำนวยความสะดวกตลอดช่วงเวลาที่ร่วมประชุม ไปจนถึงกระบวนการเดินทางกลับ"
นายวินิจ กล่าวต่อว่า การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เพื่อรองรับการประชุมใหญ่ (Plenary) ที่ตัวแทนจากทุกประเทศจะเดินทางมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
งานระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวของผู้นำด้านการเงินครั้งสำคัญ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจาก 191 ประเทศสมาชิกธนาคารโลก และผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 189 ประเทศสมาชิก IMF โดยคาดว่าเมื่อรวมทีมงาน ผู้ติดตาม และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมีผู้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยมากถึง 15,000-20,000 คน
ในส่วนของความพร้อมด้านการจัดการสถานที่ ประเทศไทยได้รับการประเมินจากธนาคารโลกให้อยู่ในระดับ "เกรด A" ซึ่งเป็นการประเมินความพร้อมในด้านต่างๆ รวม 26 หัวข้อ โดยมีการติดตามความคืบหน้าร่วมกับธนาคารโลกอย่างใกล้ชิดในทุกสัปดาห์ เพื่อรองรับการประชุมย่อยของผู้แทนกลุ่มต่างๆ โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะถูกปรับเปลี่ยนพื้นที่โดยสร้างห้องประชุมย่อยและจัดเตรียมออฟฟิศขนาดเล็กสำหรับพูดคุยงานกลุ่มย่อย
นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมอย่างเป็นทางการ (Official Hotel) 21 แห่งที่พร้อมรองรับผู้เข้าร่วมงานได้ราว 4,000 คน ซึ่งขณะนี้ถูกจองเต็มแล้ว และคาดว่าความต้องการที่พักจะกระจายไปยังโรงแรมโดยรอบ
ชูจุดยืนไทย "Empowering People, Building Resilience"
นายวินิจ กล่าวว่า ไทยในฐานะเจ้าภาพจัดงานประชุมได้ตั้งเป้าหมายที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประการแรก "การเสริมสร้างพลังให้ประชาชน" (Empowering People) เพื่อให้คนไทยมีศักยภาพรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่าง AI และผลกระทบจากสังคมสูงวัย ประการที่สอง "การสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับวิกฤต" (Building Resilience) ซึ่งเน้นความสามารถในการลุกขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญกับวิกฤตความเปลี่ยนแปลง รวมถึงวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น
ดึงเยาวชนร่วมเวทีโลก
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานนี้คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยมีส่วนร่วมผ่านโครงการ "Fiscal Policy Designer" ซึ่งจะให้เด็กนักเรียนระดับมัธยมปลายและระดับปริญญาตรีมาร่วมแข่งขันออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ โดยผู้ชนะจะได้รับสิทธิเข้าร่วมรับฟังการประชุมระดับโลกครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากในรอบ 35 ปี นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับอาสาสมัครเยาวชนเพื่อทำหน้าที่คล้ายไกด์ดูแลผู้เข้าร่วมงานตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ
ในมิติของการส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เนื่องจากคณะผู้แทนจะต้องเข้าร่วมประชุมในเวลากลางวัน ไทยจึงเตรียมจัดกิจกรรม "Night Museum" หรือการเปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเที่ยวชมความงามทางวัฒนธรรมได้โดยไม่ต้องเผชิญกับอากาศร้อน อีกทั้งยังพบว่า ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากได้วางแผนเดินทางไปท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ และภูเก็ต ทั้งในช่วงก่อนและหลังการประชุม รวมถึงมีการบูรณาการนำเสนออาหารและวัฒนธรรมไทยเข้าไปในงานอย่างกลมกลืน
ฉายภาพความแข็งแกร่งของไทย
นายวินิจกล่าวเน้นย้ำว่า การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้เป็นรูปแบบการประชุมที่ไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit meeting) สิ่งที่ประเทศไทยคาดหวังสูงสุดจึงไม่ใช่เพียงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวของคน 20,000 คนในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ แต่คือการใช้โอกาสที่สื่อมวลชนทั่วโลกจับจ้องเป็น "สปอตไลท์" ฉายภาพให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อม และบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำของภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ งานประชุมดังกล่าวยังเป็นเวทีสำคัญที่กลุ่มนักลงทุน กองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จะใช้เป็นโอกาสในการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ และจัดงานคู่ขนานในรูปแบบกลุ่มย่อย เพื่อเจรจาด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งจะถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและสานสัมพันธ์อันดีที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

