ช่วงต้น ปี 2569 ทั่วโลกตกอยู่ในอาการอกสั่นขวัญแขวน จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งต่างจากความขัดแย้งครั้งก่อนหน้า หรือ ในพื้นที่อื่นของโลก ที่ผลกระทบไม่ได้จำกัดวงเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้งเท่านั้น
รายงานสถิติการขนส่งทางอากาศ ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)
ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ปริมาณเที่ยวบิน มีจำนวนทั้งหมด 256,306 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น3.77% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา
ในส่วนจำนวนผู้โดยสาร มีจำนวนรวม 42.07 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.82% จากไตรมาสก่อนหน้า แบ่งเป็นผู้โดยสารภายในประเทศ 19.22 ล้านคน และระหว่างประเทศ 22.86 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก รวมถึงอุตสาหกรรมการบินของไทย โดยเฉพาะสายการบินที่มีเส้นทางบินเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรป
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว หลายสายการบินจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่พิพาท ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการปฏิบัติการบิน รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน หลายสายการบิน โดยเฉพาะสายการบินจากตะวันออกกลาง ได้ยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ในช่วงระหว่างวันที่ 28 ก.พ.–31 มี.ค.2569 มีเที่ยวบินในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบถูกยกเลิกรวมทั้งสิ้น 1,944 เที่ยวบิน คิดเป็นจำนวนที่นั่งประมาณ 601,451 ที่นั่ง
ค่าเชื้อเพลิงพุ่งทันที 30%ผลตะวันออกกลางเดือด
ด้านแนวโน้มค่าโดยสารเครื่องบิน รายงานระบุไว้ว่า แนวโน้มราคาค่าโดยสารที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการปฏิบัติการบินความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาเชื้อเพลิงอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการสายการบินมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 30% ดังนั้น สายการบินอาจพิจารณาปรับค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงอากาศยาน (Fuel Surcharge) เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าในพื้นที่พิพาทยังส่งผลให้เที่ยวบินในเส้นทางระหว่างเอเชียและยุโรปต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งทำให้ทั้งปริมาณการใช้น้ำมัน ค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยความเสี่ยงสงคราม และค่าแรงบุคลากรจากระยะเวลาปฏิบัติงานที่ยาวนานขึ้นเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาค่าโดยสารโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล ซึ่งมีต้นทุนแปรผันตามปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามระยะทาง ส่งผลให้เส้นทางบินระยะไกลมีแนวโน้มที่ราคาค่าโดยสารจะปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าเส้นทางบินระยะใกล้
ความเสียหายเชิงโครงสร้างยังหลอนค่าตั๋วเครื่องบิน
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงในอนาคต แต่คาดว่าราคาค่าโดยสารจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งผลิตน้ำมันที่ได้รับความเสียหายจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอุปทานให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยังอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบินโลกในระยะยาว
ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ภาวะอุปทานน้ำมันในตลาดโลกหดตัวอย่างรุนแรง และผลักดันให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ความผันผวนของราคาและภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) ดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้ประกอบการสายการบินมีภาระต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจจำเป็นต้องปรับแผนการดำเนินงานเพื่อรองรับสถานการณ์ เช่น การปรับลดจำนวนเที่ยวบิน หรือระงับการให้บริการในบางเส้นทางที่ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ
น้ำมันเครื่องบินเสี่ยงขาดแคลนซ้ำราคาสูง
นอกจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) ในตลาดโลกแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในบางภูมิภาค โดยหลายประเทศเริ่มมีแนวโน้มดำเนินมาตรการควบคุมการจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ
ตัวอย่างเช่น อิตาลีเริ่มจำกัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในบางสนามบิน ขณะที่ฟิลิปปินส์จำกัดการเติมน้ำมันในสนามบินหลัก และขอความร่วมมือให้สายการบินเติมน้ำมันจากต้นทางให้เพียงพอสำหรับเที่ยวบินขากลับ ส่วนเวียดนามได้ระงับเที่ยวบินบางเส้นทางภายในประเทศ เป็นต้น
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการสายการบินจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป รวมถึงเตรียมความพร้อมในการกำหนดมาตรการรองรับ และปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดพลังงานอย่างเหมาะสม
ปิดฮอร์มุซทำเส้นทางขนส่งน้ำมัน 25-30%เป็นอัมพาต
สำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ฐานการผลิตน้ำมัน และการปิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนประมาณ25–30 %ของปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลจาก International Air Transport Association หรือ IATA ระบุว่า ราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมี.ค. 2569 ที่ราคาพุ่งสูงถึง 209 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการของสายการบิน เนื่องจากในภาวะปกติ ต้นทุนเชื้อเพลิงมีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ20–25 %ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านพื้นที่พิพาทยังส่งผลให้ต้นทุนด้านการปฏิบัติการอื่น ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าใช้จ่ายด้านการบิน ระยะเวลาการเดินทาง และต้นทุนรวมในการดำเนินงาน จนเกิดภาวะที่ต้นทุนการดำเนินงานสูงกว่าราคาตั๋วโดยสารที่จำหน่ายล่วงหน้า
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังกดดันการดำเนินธุรกิจของสายการบินทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางบินระยะไกล ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเส้นทางระยะใกล้

