เมื่อวันที่ 26 พ.ค.69 สมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา จัดกิจกรรม“Triam Udom Dinner Talk 2026 เตรียมอุดมฯ คิด: เศรษฐกิจพ้นภัย”
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง และรมว.พาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษโดยมีสาระสำคัญว่า ปัจจุบันคนไทยกำลังตกอยู่ในความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจ ซึ่งตนอยากให้ทุกคนมีสติ และอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ เพราะในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ และประเทศไทยผ่านวิกฤติมาหลายครั้งสามารถที่จะผ่านพ้นไปได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยเผชิญคือ วิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยปัญหาเดิมที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจนสั่งสมมานาน และมีปัญหาอื่นๆ ที่ถาโถมเข้ามาอีกมากวิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจที่ซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
“ปัญหาเมืองไทยมันเหมือนเนื้อหมู เฉือนเข้าไปมันมีพังผืด แก้ไปเดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่ บ้านเมืองเราเหมือนเดินจงกรม เดินเป็นวงกลม และบางครั้งมันสไลด์ลง อย่าง GDP เราโตต่ำ และสไลด์ลงมานานแล้ว และปัญหาความยากจนของคนยังไม่ได้ถูกแก้ไขทำให้ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณไปดูแลมากขึ้นซึ่งมีความจำเป็น” นายสมคิด กล่าวเปรียบเทียบ
นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยหากลองไปดูภัตตาคารที่ขายราคาแพงๆ โต๊ะยังเต็มทุกโต๊ะ แต่ถ้าไปดูร้านอาหารที่ขายคนจนคนชั้นกลาง วันนี้คนเข้าร้านเหลือน้อยมาก
ชี้รัฐจำเป็นต้องเพิ่มเงินดูแลฐานราก
ดร.สมคิด กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลปัจจุบันยังคงต้องมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก เช่นเดียวกับแนวทางในอดีต ซึ่งมาตรการเยียวยาค่าครองชีพประชาชนในลักษณะร่วมจ่าย (Co-pay) จากเดิมสัดส่วน 50:50 มาเป็น 60:40 ถือเป็นแนวทางที่ดีในการลดภาระทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน แต่มีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรมุ่งเน้นการจัดสรรความช่วยเหลือไปยังกลุ่มฐานราก และเกษตรกรให้มากขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีรายได้จำกัด และกำลังเผชิญกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย และค่าขนส่ง
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SME) ที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อ มิฉะนั้นอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME ต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากในปัจจุบันแม้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ยังเผชิญความยากลำบาก
“ถ้าเหตุการณ์ไม่มีวิกฤติเราก็ทำอย่างนี้ได้ แต่ถ้าเรามองว่ามันจะจบเมื่อไหร่ แล้วเราจะยังมีเงินที่จะมาซัปพอร์ตตรงนี้ได้อีกนานเท่าไร คิดแล้วมันก็จะปวดหัว เพราะถ้าหนี้มันชนเพดาน มันบางครั้งอาจจะถึงเวลาที่ต้องมาคิดถึงเรื่องต้นทาง ไม่ใช่ปลายทาง ในวิกฤติเช่นนี้” ดร.สมคิด กล่าว
- แนะปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน
นอกจากนี้เสนอว่ารัฐบาลควรพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นต้นตอของปัญหากระทบต่อราคาสินค้า แทนการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการกู้เงินมาอุดหนุน พร้อมทั้งตั้งคำถามเชิงนโยบายถึงความจำเป็นในการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันเองได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า และไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหลัก
เช่นเดียวกับความจำเป็นในการคงค่าการตลาดน้ำมันในภาวะที่ความต้องการซื้อสูง โดยเสนอให้บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ร่วมเสียสละกำไรสะสมเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติ 2-3 ปีนี้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจภาพรวม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น
“วิกฤตินี้ทำให้เราต้องคิด ผู้บริหารบริษัทน้ำมัน ผู้บริหารโรงกลั่นก็ต้องคิด เพราะว่าการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ คำว่า governance แปลว่าการรับผิดชอบต่อสังคม กำไรอย่างเดียว โบนัสรายเดือน คุณนอนไม่หลับหรอกถ้าชาวบ้านลำบาก ก็ควรไปคิด เพราะถ้าวิกฤติมันลากไปอีก 1 หรือ 2 ปี จะเอาเงินที่ไหนมาช่วย โดยสิ่งที่รัฐบาลช่วยเหลือขณะนี้ดีแล้ว เพียงแต่ว่าให้ลงไปถึงรากหญ้า ค่าขนส่ง SME อย่าไปทอดทิ้งเขา” ดร.สมคิด กล่าว
พร้อมทั้งเสนอให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลักของคลัง เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาที่ต้นทาง แทนการพึ่งพากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจมีปัญหาเชิงบริหารจัดการและความทั่วถึง
- ชี้กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้มงวดราคาสินค้า
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยต้องมีกระบวนการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดก่อนอนุมัติให้ปรับขึ้นราคา เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจชะงักชัน และเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เช่นเดียวกับบางประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ที่กำลังประสบปัญหานี้อย่างรุนแรง
ดร.สมคิด กล่าวว่า แม้จะมีภาวะวิกฤติแต่ก็ยังมองเห็น “ประกายไฟ” จากกระแสเงินทุนที่เริ่มไหลเข้าประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คล้ายกับยุคญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมาไทยช่วงปี 1980 ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศรอบนี้เป็นครั้งที่ใหญ่มากเหมือนกับคลื่นการลงทุนใหญ่ที่เกิดขึ้นถือเป็นคลื่นการลงทุนระลอกใหญ่ลูกที่ 2 และเป็นโอกาสที่สำคัญของประเทศ
- แนะใช้โอกาสทุนไหลเข้าปั้น GDP
โดยในครั้งนี้ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะนโยบาย “China Plus One” ที่ทำให้นักลงทุนมองหาที่ปลอดภัยเพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งไทยเป็นจุดหมายสำคัญ ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และอุตสาหกรรมจากไต้หวันที่กำลังมองหาฐานผลิตใหม่ ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากที่สหรัฐตกลงกับจีนว่าจะไม่ขายอาวุธให้กับไต้หวัน
“ประเทศไทยผ่านวิกฤติมาหลายรอบ ขอให้มีกำลังใจ มีสติ แล้วจะมีโอกาส เมืองไทยเป็นเมืองพุทธเป็นเมืองของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เพราะในขณะที่ทุกอย่างกำลังย่ำแย่ เราเห็นประกายไฟแปล๊บขึ้นมา โดยเราเห็นทุนเริ่มไหลเข้า จากหลากหลายประเทศ และหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นกลุ่มที่เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วเราไปขอให้เขามา แต่เขายังไม่มา แต่วันนี้เขาเข้ามาเองโดยที่ไม่ต้องขอ จนมีความรู้สึกว่ามันเหมือนกับตอนที่เราเคยรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาล” นายสมคิด กล่าว
อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดจากคลื่นการลงทุนในรอบนี้เป็นโอกาสของไทยในการแก้ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรเน้นเพียงปริมาณ GDP ที่จะโตขึ้นแต่ต้องมุ่งเน้นการสร้าง GDP ที่มีคุณภาพ ที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจน และสร้างคน
ทั้งนี้มาตรการใหม่ BOI จะต้องไม่ใช่เพียงแต่มูลค่าการลงทุนมันไม่ใช่ตัวเดียวที่มาชี้วัด แต่ต้องดูว่า contribution ที่เข้ามามีอนาคตกับบ้านเมืองเราไหม อันนี้สำคัญมาก มันเหมือนกับว่าเราต้องทำหน้าที่เป็นสถาปนิก ดีไซน์ก่อนว่าอนาคตเราจะเป็นยังไง และเราต้องการที่จะแก้ความยากจนในชนบท แก้ความยากจนของเกษตรกร เป็นต้น
- แนะฟื้นกลไกร่วมมือไทย-จีน ไทย-ญี่ปุ่น
โดยการลงทุนที่จะเข้ามารัฐบาลไทยควรใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งกับรัฐบาลจีน และญี่ปุ่น ซึ่งประเทศไทยมีกลไกอยู่แล้ว โดยควรเร่งใช้คณะกรรมการร่วมระดับรัฐต่อรัฐในระดับยุทธศาสตร์ทั้งไทย-จีน และไทย-ญี่ปุ่น เพื่อเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนที่เหมาะสม
“เรามีกลไกอยู่แล้วทั้งกับจีน และญี่ปุ่นที่เป็นการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ว่าเราจะร่วมอะไรกันเมื่อเราเริ่มประชุมร่วมระหว่างรัฐบาลในคณะกรรมการแบบนี้ เขาจะเริ่มไปสั่งธุรกิจของเขาให้มาที่เมืองไทย ซึ่งตรงนี้เราสามารถวางแผน และทำงานร่วมกันเพื่อทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางที่เศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์ในระยะยาว” นายสมคิด กล่าว
ดร.สมคิด กล่าวด้วยว่าความสำเร็จจะเกิดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะขึ้นได้ต้องอาศัยรัฐบาลที่เข้มแข็ง (Strong Government) และต้องอาศัยการทำงานของรัฐบาลที่ทุ่มเท และโปร่งใส โดยทำงานคู่ขนานไปกับภาคประชาสังคมที่ตื่นรู้ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวพ้นวิกฤติ และใช้โอกาสจากคลื่นการลงทุนระลอกนี้แก้วิกฤติ และสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศได้
อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังยกตัวอย่างความสำเร็จของต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางพัฒนา โมเดล K-Food ของเกาหลีใต้ ที่ภาครัฐ และเอกชนร่วมมือกันผลักดันอุตสาหกรรมอาหารผ่านกระแสวัฒนธรรมซอฟต์พาวเวอร์ (K-Drama และ K-Pop) จนสร้างมูลค่าการส่งออกได้สูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าหมายสู่ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีถัดไป ผ่านการยกระดับบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) และการตลาดดิจิทัล
ขณะที่นโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของประเทศไทยยังขาดการสานต่อ และการสนับสนุนเชิงเทคโนโลยีการตลาดสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
- ชู Taobao Village ต้นแบบแก้ยากจนชนบท
สำหรับการแก้ไขปัญหาความยากจนในภาคชนบท ดร.สมคิด ยกกรณีศึกษาโครงการ Taobao Village ของเครืออาลีบาบาร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นของจีน ที่เข้าไปพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และระบบโลจิสติกส์ในระดับชุมชน ช่วยให้เกษตรกรสามารถค้าขายออนไลน์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นได้
แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ทันทีผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อยกระดับอำนาจซื้อของประชาชนในชนบทที่กำลังถูกลดทอนจากสภาวะเงินเฟ้อ
- ปฏิรูปเงื่อนไข BOI มุ่งสร้างบุคลากร
ดร.สมคิด เสนอให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ของ BOI โดยกำหนดเงื่อนไขให้กลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรไทยร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยรัฐบาลควรให้สิทธิประโยชน์ที่ยืดหยุ่น และตรงตามความต้องการของนักลงทุน แทนการใช้มาตรการทางภาษีที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีศักยภาพในการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับต้นน้ำ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้ในต้นทุนที่ต่ำ ผ่านการเจรจาต่อรองเชิงนโยบายกับนักลงทุนต่างชาติที่เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างนโยบายการศึกษา โดยสนับสนุนการดึงสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเปิดวิทยาเขตหรือร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย (อาทิ ความร่วมมือระหว่าง MIT และมหาวิทยาลัยมหิดล) เพื่อสร้างการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานโลก ที่กำลังเผชิญภาวะเลิกจ้างในกลุ่มงานสนับสนุน (Back Office) จากการแทนที่ของเทคโนโลยี AI เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


