วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

มองต่างมุม ‘ธนาคารไร้สาขา’ ตัวเร่งประชาชนก่อหนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่?  

มองต่างมุมการตั้งธนาคารไร้สาขาเพิ่มหนี้ครัวเรือนหรือไม่ โดยสภาพัฒน์ฯ แสดงความกังวลว่าธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) อาจเป็นปัจจัยใหม่ที่เร่งให้หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิมข้อมูลจากหลายประเทศชี้ให้เห็นความเสี่ยง ขณะที่ดร.กอบศักดิ์แบงก์กรุงเทพฯชี้ระยะแรกยังไม่ได้มีการปล่อยสินเชื่อมากนัก

KEY POINTS

  • สภาพัฒน์ฯ แสดงความกังวลว่าธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) อาจเป็นปัจจัยใหม่ที่เร่งให้หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม
  • ข้อมูลจากหลายประเทศชี้ให้เห็นความเสี่ยง เช่น ฟิลิปปินส์มีหนี้เสีย (NPLs) ในธนาคารดิจิทัลสูง, บราซิลและเกาหลีใต้มียอดสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นรวดเร็วจนเกิดปัญหาการชำระหนี้
  • สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดหนี้ง่ายขึ้นมาจากการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการอนุมัติสินเชื่อ ทำให้กลุ่มที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อสามารถกู้ยืมได้ง่ายขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าในช่วง 4-5 ปีแรก Virtual Bank ในไทยจะยังมีขนาดเล็กและมีวงเงินปล่อยกู้จำกัด จึงอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อหนี้ครัวเรือนในภาพรวมมากนัก

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในภาวะที่ต้องน่าจับตาแม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 92% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงมาเหลือ 86.7% โดยมีมูลค่าประมาณ 16.6 ล้านล้านบาท แต่ก็ยังมีแนวโน้มและแรงกระตุ้นที่จะผลักดันให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นจากในระดับปัจจุบัน

ในการแถลงข่าวภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าประเด็นการเฝ้าระวังหนี้ครัวเรือนมีประเด็นใหม่ที่อาจจะเป็นตัวเร่งให้หนี้ครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตคือการเปิดตัวของ “ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา” (Virtual Bank) ที่กำลังเริ่มเปิดตัวในประเทศไทย Virtual Bank อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่มด้วย

สภาพัฒน์ห่วงธนาคารไร้สาขาเพิ่มหนี้ครัวเรือน 

ทั้งนี้ นโยบายการเปิดให้มีผู้ให้บริการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ของธนาคารแห่งประเทศไทย ถือเป็นแนวทางสำคัญ ในการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการสินเชื่อแบบดั้งเดิม โดยเป็นการให้บริการผ่านระบบดิจิทัล และใช้ข้อมูลจากระบบดิจิทัลทั้งในและนอกภาคการเงิน เช่น ข้อมูล การรับจ่ายเงิน การซื้อขายสินค้าออนไลน์ ประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภค มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดของบริการสินเชื่อแบบเดิม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นเหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ  

“กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลตัวอย่างสถานการณ์ในแต่ละประเทศที่มีการเปิดให้บริการ Virtual Bank แล้วส่งผลกระทบกับหนี้ครัวเรือน และการก่อหนี้เพิ่มขึ้นของประชาชน ได้แก่

1.) ฟิลิปปินส์: พบว่าธนาคารดิจิทัลมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม อย่างชัดเจน โดยธนาคารดิจิทัลในฟิลิปปินส์ใช้ข้อมูลจากระบบดิจิทัลทั้งในและนอกภาคการเงิน (Alternative Data) เช่น ข้อมูลการรับ-จ่ายเงิน หรือการซื้อขายออนไลน์ มาพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งแม้จะเพิ่มโอกาสให้คนกู้เงินได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการก่อหนี้เกินตัวหากผู้กู้ขาดวินัยทางการเงิน

2.) จีน: มีการให้บริการสินเชื่อออนไลน์ทำให้ประชาชนมีแนวโน้ม จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และผู้กู้บางส่วนเข้าสู่ วงจรหนี้ ได้ง่ายขึ้น

3.) บราซิล: ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่ามีชาวบราซิลมากกว่า 82 ล้านคน ที่ค้างชำระหนี้ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็น เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรวัยผู้ใหญ่ ทั้งประเทศที่กำลังประสบปัญหาการชำระหนี้ล่าช้า โดยสาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยซ้ำเติมระหว่าง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่ม Fintech (เช่น Nubank) ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการชำระคืน

4.) เกาหลีใต้: ธนาคารดิจิทัล (เช่น KakaoBank) เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเติบโตของ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (UPL) โดยในช่วง 3 ปีแรกยอดสินเชื่อประเภทนี้ในระบบเพิ่มขึ้นถึง 31% ซึ่ง 28% ของการเพิ่มขึ้นนี้มาจากธนาคารดิจิทัล

5.) เคนยาและแทนซาเนีย: ใน 2 ประเทศนี้สินเชื่อดิจิทัลมักมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก (บางกรณีสูงกว่า 100% ต่อปี) ส่งผลให้ผู้กู้จำนวนมากประสบปัญหาในการชำระคืน โดยในเคนยาพบว่าผู้กู้สินเชื่อดิจิทัลถึง 54% มีประวัติค้างชำระหนี้ และในแทนซาเนีย 47% ของผู้กู้ต้อง ลดการบริโภคอาหาร เพื่อนำเงินไปใช้หนี้

6.) ฟินแลนด์: ธนาคารดิจิทัลจากต่างประเทศ ที่เข้าไปเปิดให้บริการเน้นให้สินเชื่อส่วนบุคคลดอกเบี้ยสูงผ่านช่องทางดิจิทัล มียอดสินเชื่อปล่อยกู้ให้ครัวเรือนฟินแลนด์ เพิ่มขึ้นกว่า 200% ภายในเวลาเพียง 2 ปี (พ.ศ. 2559-2561)

และ 7.) สหรัฐอเมริกา: มีการให้บริการ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (BNPL) จำนวนมาก ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของสินเชื่อดิจิทัล พบว่าผู้ใช้งานมักเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีภาระหนี้สูงและคะแนนเครดิตต่ำ โดยมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้สูงกว่า การใช้บัตรเครดิตแบบดั้งเดิม

สาเหตุหลักที่ธนาคารไร้สาขาทำให้หนี้ประชาชนเพิ่มขึ้นง่ายมาจาก

1.)การเข้าถึงที่ง่ายและรวดเร็ว:โดยสามารถขอสินเชื่อผ่านมือถือได้แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง,

2.)การใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data): เช่น ประวัติการซื้อขายออนไลน์ ทำให้กลุ่มที่เคยเข้าไม่ถึงสินเชื่อ (Underbanked) สามารถกู้เงินได้ง่ายขึ้น

3.)การใช้จิตวิทยาและเทคโนโลยี: แพลตฟอร์มมักออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจที่รวดเร็ว (Instant Gratification) หรือใช้ AI ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เจาะจงพฤติกรรมผู้บริโภค

และ 4.)กับดักการรวมหนี้: โดยงานวิจัยจาก Harvard ระบุว่า ผู้กู้สินเชื่อดิจิทัลเพื่อนำไปรวมหนี้บัตรเครดิต มักจะกลับไปรูดบัตรเครดิตซ้ำจนมีภาระหนี้ 2 ทาง ทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระพุ่งสูงขึ้นกว่าผู้ที่กู้จากธนาคารแบบดั้งเดิมถึง 25%

กอบศักดิ์ชี้ระยะแรกยังปล่อยสินเชื่อไม่มาก 

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  การเกิดขึ้นของ Virtual Bank ในไทยในระยะแรก คือประมาณช่วง 4-5 ปีแรก Virtual Bank ในไทยน่าจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก โดยมีวงเงินที่ปล่อยกู้ในช่วงแรกยู่ประมาณ 50,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ จึงอาจยังไม่มีผลกระทบในวงกว้างทันที

ทั้งนี้ วงเงินขนาด 50,000 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่นั้นถือว่าน้อยมาก เช่นมื่อเทียบกับหน่วยงาน (Unit) ของธนาคารใหญ่ๆ อย่างธนาคารกรุงเทพที่มีขนาดประมาณการปล่อยสินเชื่อเฉพาะกลุ่ม SMEs กว่า 200,000 - 400,000 ล้านบาท ขนาดของ Virtual Bank ที่ 50,000 ล้านบาทถือว่า เล็กน้อยมาก

“เรื่องนี้ไม่ควรต้องกังวลใจ เพราะ Virtual Bank ต้องใช้เวลาพอสมควรในการสร้างฐาน ทั้งในแง่ของการหาเงินฝากและการปล่อยสินเชื่อดังนั้นในระยะแรกจะไม่ได้ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากเกินไป”นายกอบศักดิ์ กล่าว