สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในไตรมาสล่าสุดที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงข่าวในการรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2569 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ถือเป็นสัญญาณว่าหนี้ครัวเรือนขยับเพิ่มขึ้นในรอบ 2 ไตรมาส และเริ่มเห็นสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ หรือมีความเสี่ยงในการชำระหนี้มากขึ้น
ขณะที่กลุ่มคนทำงานในระยะแรกที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี มีแนวโน้มการก่อหนี้และเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น จากการบริโภค และซื้อสินค้าตามอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลทางการตลาด จนลืมที่จะคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเอง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยเมื่อสิ้นสุดไตรมาสสี่ ปี 2568 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่ารวม 16.44 ล้านล้านบาท ขยายตัว 0.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
"นับเป็นการขยายตัวครั้งแรกหลังจากหดตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 86.7% หลังจากทรงตัวมา 2 ไตรมาส"
สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวเร่งขึ้น ในไตรมาสสี่ ปี 2568 ซึ่งสินเชื่อส่วนบุคคล ขยายตัวที่ 4.24% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 4.09% ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 1.76% เรงตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน
คาดว่าเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) เป็นการชั่วคราว และการต่ออายุมาตรการ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง
ในทางกลับกัน สินเชื่อเพื่อยานยนต์หดตัว 8.44% เป็นการหดตัว ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนแย่ลงต่อเนื่อง จากข้อมูล บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ไตรมาส 4 ปี 2568 พบยอดคงค้างสินเชื่อบุคคลธรรมดาค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็น 9.59% ของสินเชื่อรวม และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน
โดยมีปัจจัยหลักจาก NPLs ในสินเชื่อที่อยู่อาศัยและ สินเชื่อส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่า 1.71 แสนล้านบาท หดตัว 1.3% หรือคิดเป็น 3.23% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.33%
สำหรับสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) ข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่า มีมูลค่า 4.80 แสนล้านบาท หดตัวลง 15.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว SMLs ยังมีความเสี่ยงพัฒนา เป็น NPLs เพิ่มเติมได้ จึงควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ ระยะเริ่มต้น
นอกจากนี้สภาพัฒน์ยังให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิวหรือเทรนด์ออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางความบันเทิงสำหรับคน Gen Z เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่กระแสใหม่ ๆ เกิดขึ้น และเป็นแหล่งสร้างความไว้วางใจต่อสินค้าและบริการ
งานศึกษา Visa Gen Z Decoded 2025 พบว่าแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่ม Gen Z ไทย ได้แก่ YouTube, TikTok และ Facebook
ทั้งนี้ 58% ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทย ระบุว่าเชื่อถือคำแนะนำจากครีเอเตอร์ที่ตนติดตาม และ 50% มีทัศนคติเชิงบวกต่อแบรนด์ที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าสื่อออนไลน์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริโภคของคน Gen Z ไทย
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากเครดิตบูโรพบว่า ในไตรมาสสี่ ปี 2568 หนี้คงค้างบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของกลุ่มอายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้น 13.5% และ 11.5% ตามลำดับ โดยเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากทุกกลุ่มอายุสะท้อนว่าอิทธิพลสื่อออนไลน์มีผลต่อการตัดสินใจบริโภค
ดังนั้นจึงควรเร่งเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังเช่น กรณีของออสเตรเลียที่มี การจัดการเรียนการสอนทักษะทางการเงินตั้งแต่ระดับประถมศึกษา รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับอิทธิพลของสังคม และกลุ่มเพื่อนที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย
นายดนุชากล่าวว่าเมื่อกลุ่มที่มีการก่อหนี้จากการบริโภคเพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มที่มีอายุไม่ เกิน 25 ปี หรือคนที่ทำงานใหม่ๆ ซึ่งหากไม่เข้าไปบริหารจัดการหนี้ส่วนบุคคลของคนกลุ่มนี้จะมีการขยายตัวของสินเชื่อสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของบัตรเครดิต หรือว่าสินเชื่อส่วนบุคคล
แม้ว่าจะมีการพยายามที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในแง่ของ Financial literacy มาอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าอาจจะยังไม่เพียงพอเพราะขึ้นอยู่กับความยับยั้งชั่งใจของผู้บริโภคเองด้วย
“สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของหนี้ครัวเรือนโดยเรื่องเดิมที่ผมเคยพูดมาหลายครั้ง คือเรื่องของการซื้อสินค้า ที่อาจจะยังไม่ได้ดูความสามารถในการจ่าย"
แต่ว่า ณ วันนี้ จะมีสิ่งกระตุ้นให้ซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ การที่เรามี Influencer ในการที่จะรีวิวสินค้าต่างๆ ซึ่งตรงนี้จากการสำรวจ ก็จะพบว่าประมาณ 58% เขาก็ฟัง influencer แล้วก็ซื้อ ทำให้กลุ่มคนที่มีหนี้การบริโภคขยายตัวมาก
แม้ว่าจะมีการพยายามที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในแง่ของ Financial literacy มาอย่างต่อเนื่องแต่ต้องเรียนว่าการแก้ปัญหา Financial Literacy อย่างเดียวคงช่วยไม่ได้มากนัก มันอยู่ที่ความยับยั้งชั่งใจของคนซื้อด้วย ถ้าเมื่อไหร่ที่ความต้องการมันก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องการเงินของตัวเอง เมื่อ ไหร่ก็เป็นหนี้เมื่อนั้น
เพราะฉะนั้นก็ต้องเตือนตัวเอง ว่าเรามีรายได้ประมาณนี้ก็ไม่ควรจะซื้อของมากขนาดนั้น แล้วก็ไม่ ควรจะเป็นหนี้ด้วยในช่วงนี้ ถ้าเป็นหนี้ก็น่าจะรีบจัดการกับหนี้ให้เรียบร้อย เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงข้างหน้า ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่”

