วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียวลดภาษี 2 เท่า บริจาคเพื่อการแพทย์–สาธารณสุข–การศึกษา เพิ่ม 9 มูลนิธิ

ครม.ไฟเขียวลดภาษี 2 เท่า บริจาคเพื่อการแพทย์–สาธารณสุข–การศึกษา เพิ่ม 9 มูลนิธิ

วันนี้ ( 26 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าส่งเสริมให้ภาคเอกชน และประชาชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา ผ่านมาตรการภาษี โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อเพิ่มเติมหน่วยรับบริจาครายใหม่ 9 แห่ง ที่ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า

รองโฆษก กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภาษีเดิมที่สนับสนุนการบริจาคให้แก่องค์กร และมูลนิธิด้านการแพทย์ และสาธารณสุข 27 แห่ง โดยครั้งนี้เพิ่มเติมหน่วยรับบริจาคอีก 9 แห่ง เพื่อให้การสนับสนุนครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน การสาธารณสุข และการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา และมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนลักษณะเดียวกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือกีฬา โดยมาตรการนี้ใช้สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการพัฒนาระบบสุขภาพ และการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมแรงของทุกภาคส่วน มาตรการภาษีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคผ่านระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่ประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และโอกาสทางการศึกษาได้มากขึ้น

“มาตรการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกภาษีเป็นแรงจูงใจให้สังคมร่วมกันลงทุนในสุขภาพ และการศึกษาของคนไทย” รองโฆษก กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์