ผ่านพ้นไป 3 เดือนสำหรับ "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลครม.อนุทิน 2 ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เฉพาะด้านการท่องเที่ยว, กระทรวงวัฒนธรรม, กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
แม้ในช่วงแรกของการเข้ารับตำแหน่ง ศุภจีจะสร้างความสนใจและเรียกคะแนนนิยมจากทั้งภาคเอกชนและประชาชนได้สูงในฐานะนักบริหารที่ภาคเอกชนและประชาชนให้ความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหา แต่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา การทำงานในประเทศกลับค่อนข้าง "เงียบ" และประชาชนยังไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์ชัดเจน
ในช่วงที่รับตำแหน่ง ครม.อนุทิน 2 "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบต่อค่าครองชีพ วัตถุดิบที่เป็นต้นทางของการผลิตสินค้า ทำให้หลายฝ่ายจับจ้อง"การทำงาน" ว่าจะสามารถฝ่าวิกฤตนี้ไปได้แค่ไหน ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบฝีมือซีอีโอ "ศุภจี" บนถนนสายการเมือง ประชาชนจึงจับตามองมาตรการดูแลเศรษฐกิจของศุภจีอย่างใกล้ชิด
แม้จะมีโครงการ "ไทยช่วยไทย" จัดหาสินค้าราคาถูก มาตรการดูแล SME และการพยุงราคาสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียนและมังคุด พร้อมส่งเสริมการแปรรูปและขยายช่องทางจำหน่าย แต่ผลกระทบต่อประชาชนยังไม่ชัดเจน
ด้านการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรและผลผลิตล้นตลาด โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้เศรษฐกิจอย่างทุเรียนและมังคุด ซึ่งต้องลงพื้นที่บริหารจัดการ และจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงราคา รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปและขยายช่องทางจำหน่าย
แต่ก็เกิดดราม่าแรง จากการจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง "พิมรี่พาย" ในการทำตลาดและขายทุเรียนลูกละ100 บาท จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เป็นกระแสตีกลับเข้าตัว “ศุภจี”ที่ไม่เข้าใจถึงกลไกการตลาด ส่งผลเชิงลบต่อภาพลักษณ์"ศุภจี" และการแก้ปัญหา ทำให้ต้องให้ทีมโฆษกกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจง
ขณะที่งานด้านต่างประเทศเป็นจุดเด่นของศุภจีใน 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเดินสายต่างประเทศ ไปประชุมและเจรจาระดับสูงหลายครั้ง อาทิ สหรัฐอเมริกา วันที่ 3 – 6 พ.ค. 2569 โดยนำทีมไทยแลนด์ ภาครัฐและผู้ประกอบการเอกชน 14 ราย เข้าร่วมการประชุม 2026 SelectUSA Investment Summit เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ประเทศไทยและพบปะหารือระดับสูงกับสภาธุรกิจอาเซียน-สหรัฐฯ (USABC) และสภาหอการค้าสหรัฐฯ (USCC) เจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อเร่งผลักดันความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) และแนวทางการยกเว้นภาษีสินค้าไทยบางประเภท รวมถึงแก้ปัญหาก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลไต่สวนมาตรการทางภาษีตามมาตรา 301
จากนั้นในช่วง วันที่ 14 – 16 พ.ค. 2569 เดินทางไปยังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส นำทัพอุตสาหกรรมบันเทิงไทยเข้าร่วมงานภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Marché du Film – Cannes Film Festival 2026 และเปิดบูธ Thailand Pavilion เพื่อดันซอฟต์พาวเวอร์ไทย ต่อด้วยวันที่ 22-23 พ.ค. เดินทางไปร่วมประชุมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคประจำปี 2569 (APEC MRT) เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน และวันที่ 23-26 พ.ค.เดินทางไปฝรั่งเศส
สิ่งที่สร้างจุดสนใจชั่วขณะหนึ่ง คือ การแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาจำนวน 12 คนประกอบด้วยบุคคลระดับแนวหน้าจากสายเศรษฐกิจ การเมือง และวิชาการโดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานที่ปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่ออกมาเป็นรูปธรรม แม้ภารกิจต่างประเทศจะต่อเนื่องและสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรงในเวทีโลก แต่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถรับรู้ในชีวิตประจำวันยังจำกัด
นอกจากยังมีปัญหาความไม่เข้าใจเกี่ยวกับการทำงานระหว่างสื่อมวลชนประจำกระทรวงพาณิชย์กับ "ศุภจี" ถึงขั้นต้อง "เปิดโต๊ะ"พูดคุยกัน แต่ก็ยังมีร่องรอยของความไม่เข้าใจอยู่อย่างต่อเนื่อง
จากภาพรวมการทำงาน 3 เดือนที่ผ่านมา มองได้ว่า ผลงานอาจยังเงียบๆ หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ในครม. 1 ที่ถูกพูดถึงอย่างมากและโด่นเด่นในครม.อนุทิน 1 แต่ ในครม. อนุทิน 2 ที่เด่นน่าจะเป็นงานต่างประเทศ ส่วนงานในประเทศไม่โดดเด่น แม้จะมีประสบการณ์จากภาคเอกชนและได้รับความคาดหวังสูง แต่ผลงานในประเทศกลับ "เงียบเกินไป" และยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนสำหรับประชาชน
ขณะนี้จึงเริ่มมีเสียงว่า กระทรวงพาณิชย์ยุคศุภจีกำลัง “แข็งด้านต่างประเทศ แต่ยังอ่อนด้านการทำงานภายในประเทศ และการสื่อสารกับประชาชน” ให้เข้าใจถึงแนวทางการทำงานและนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่ยังไม่เห็นผลชัดเจนเท่าไรนัก
จุดที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ "ศุภจี" เลือกทำงานผ่าน "ระบบราชการและกลไกกำกับ" โดยตนเองไม่ค่อยออกหน้า ไม่ลงพื้นที่ ยกเว้นงานอีเวนท์ต่างๆที่ไปเปิดงานก็จะเห็น “ศุภจี”ออกสื่อ ทั้งๆที่ตัว"เจ้ากระทรวง"ถือว่ามีความสำคัญไม่ใช่น้อยที่จะสร้างความเชื่อมั่น สร้างผลงานที่เห็นเด่นชัด
จากนี้ไป หากยังไม่มีมาตรการในประเทศที่เห็นผลชัด เสียงสะท้อนแรงจะพุ่งเข้าตัว "”ศุภจี"อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

