วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทอท. ยันปรับค่า PSC เป็นประโยชน์ของประเทศ ดึงรายได้พัฒนาสนามบิน

ทอท. ยันปรับค่า PSC เป็นประโยชน์ของประเทศ ดึงรายได้พัฒนาสนามบิน

ทอท. ยันเดินหน้าปรับค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก PSC เริ่ม 20 มิ.ย.นี้ เพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ในการพัฒนาบริการและขีดความสามารถสนามบิน

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยถึงกรณี “โทนี่ เฟอร์นันเดส” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอกลุ่ม Capital A บริษัทแม่ของสายการบินแอร์เอเชีย ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) โดยระบุว่า ทอท.ยืนยันการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยที่จะนำรายได้ดังกล่าวไปสู่การพัฒนาบริการสนามบิน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศในการรองรับผู้โดยสาร

ขณะเดียวกันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นครั้งนี้ จัดเก็บส่วนของผู้โดยสารขาออกซึ่งส่วนใหญ่ 95% เป็นสายการบินที่ให้บริการแบบฟลูเซอร์วิส โดยคิดเป็นเพียง 1% เท่านั้นสำหรับสายการบินโลว์คอส์ตที่จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ดังนั้น ทอท.จำเป็นต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ และการปรับขึ้นค่าบริการ ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น การออกมาคัดค้านนั้นอาจทำให้ประเทศเสียผลกระโยชน์ ยิ่งประเทศพัฒนาช้า การแข่งขันก็จะช้าไปอีก โดยเฉพาะการแข่งขันกับสนามบินในประเทศเพื่อนบ้าน ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้สูงกว่าไทย และสายการบินของไทยก็ไม่สามารถเรียกร้องให้ปรับค่าธรรมเนียมลงได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม PSC ทอท. จะปรับเป็น 1,120 บาทต่อคน จากอัตราเดิม 730 บาทต่อคน หรือปรับเพิ่มขึ้น 390 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่

  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง
  • ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • ท่าอากาศยานภูเก็ต
  • ท่าอากาศยานหาดใหญ่

ทั้งนี้ อัตราค่าบริการผู้โดยสารภายในประเทศยังคงเดิมที่ 130 บาทต่อคน โดยปัจจุบันได้ออกราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยแล้ว

สำหรับ รายได้จากค่า PSC ทอท.มีแผนจะนำไปใช้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร เบื้องต้น ทอท.มีแผนขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานในระยะ 5 ปี รวมมูลค่าการลงทุนราว 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีผลการศึกษาความเหมาะสมพร้อมแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา ประกอบด้วย

- โครงการ East Expansion มูลค่าการลงทุนราว 1.2 หมื่นล้านบาท สถานะปัจจุบันได้เสนอไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) หาก ครม.อนุมัติโครงการจะสามารถเริ่มกระบวนการเปิดประกวดราคาได้ทันที คาดใช้เวลาประกวดราคา 4 เดือน จึงประเมินว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปลายปีนี้ ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เปิดบริการในปี 2573

- โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงินรวม 6.9 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีแรกนี้ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานส่วนแรก และอาคารผู้โดยสาร 3 ใช้วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท สถานะโครงการปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจาก สศช. และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ภายในปีนี้ และเริ่มก่อสร้างต้นปีหน้า

- โครงการแผนแม่บทพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) โดยคาดว่าจะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ วงเงินลงทุนรวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

- โครงการท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงินลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 18 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบัน 12.5 ล้านคนต่อปี

นอกจากการพัฒนาสนามบินแล้ว ทอท.ยังมีแผนพัฒนาบริการภายในสนามบิน เพื่อสร้างความสะดวกให้กับผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น โดยจะนำระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้เพื่อลดระยะเวลารอคอย เพิ่มความคล่องตัวในการเช็กอิน และยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร