ทอท. ยันเดินหน้าปรับค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก PSC เริ่ม 20 มิ.ย.นี้ เพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ในการพัฒนาบริการและขีดความสามารถสนามบิน
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยถึงกรณี “โทนี่ เฟอร์นันเดส” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอกลุ่ม Capital A บริษัทแม่ของสายการบินแอร์เอเชีย ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) โดยระบุว่า ทอท.ยืนยันการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยที่จะนำรายได้ดังกล่าวไปสู่การพัฒนาบริการสนามบิน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศในการรองรับผู้โดยสาร
ขณะเดียวกันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นครั้งนี้ จัดเก็บส่วนของผู้โดยสารขาออกซึ่งส่วนใหญ่ 95% เป็นสายการบินที่ให้บริการแบบฟลูเซอร์วิส โดยคิดเป็นเพียง 1% เท่านั้นสำหรับสายการบินโลว์คอส์ตที่จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ดังนั้น ทอท.จำเป็นต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ และการปรับขึ้นค่าบริการ ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น การออกมาคัดค้านนั้นอาจทำให้ประเทศเสียผลกระโยชน์ ยิ่งประเทศพัฒนาช้า การแข่งขันก็จะช้าไปอีก โดยเฉพาะการแข่งขันกับสนามบินในประเทศเพื่อนบ้าน ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้สูงกว่าไทย และสายการบินของไทยก็ไม่สามารถเรียกร้องให้ปรับค่าธรรมเนียมลงได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม PSC ทอท. จะปรับเป็น 1,120 บาทต่อคน จากอัตราเดิม 730 บาทต่อคน หรือปรับเพิ่มขึ้น 390 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่
- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
- ท่าอากาศยานดอนเมือง
- ท่าอากาศยานเชียงใหม่
- ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
- ท่าอากาศยานภูเก็ต
- ท่าอากาศยานหาดใหญ่
ทั้งนี้ อัตราค่าบริการผู้โดยสารภายในประเทศยังคงเดิมที่ 130 บาทต่อคน โดยปัจจุบันได้ออกราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยแล้ว
สำหรับ รายได้จากค่า PSC ทอท.มีแผนจะนำไปใช้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร เบื้องต้น ทอท.มีแผนขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานในระยะ 5 ปี รวมมูลค่าการลงทุนราว 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีผลการศึกษาความเหมาะสมพร้อมแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา ประกอบด้วย
- โครงการ East Expansion มูลค่าการลงทุนราว 1.2 หมื่นล้านบาท สถานะปัจจุบันได้เสนอไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) หาก ครม.อนุมัติโครงการจะสามารถเริ่มกระบวนการเปิดประกวดราคาได้ทันที คาดใช้เวลาประกวดราคา 4 เดือน จึงประเมินว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปลายปีนี้ ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เปิดบริการในปี 2573
- โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงินรวม 6.9 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีแรกนี้ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานส่วนแรก และอาคารผู้โดยสาร 3 ใช้วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท สถานะโครงการปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจาก สศช. และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ภายในปีนี้ และเริ่มก่อสร้างต้นปีหน้า
- โครงการแผนแม่บทพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) โดยคาดว่าจะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ วงเงินลงทุนรวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
- โครงการท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงินลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 18 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบัน 12.5 ล้านคนต่อปี
นอกจากการพัฒนาสนามบินแล้ว ทอท.ยังมีแผนพัฒนาบริการภายในสนามบิน เพื่อสร้างความสะดวกให้กับผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น โดยจะนำระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้เพื่อลดระยะเวลารอคอย เพิ่มความคล่องตัวในการเช็กอิน และยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร

