วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ  บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าจะขยายตัวได้ 1.5 – 2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2% ทั้งนี้แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาจะขยายตัวได้ 2.8% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปีก่อนที่ขยายตัวได้ 2.5% แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง บอกว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ถือว่าขยายตัวได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวได้ 9.9%  และการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวได้กว่า 10.1% ขณะที่การส่งออกก็ยังขยายตัวได้ในระดับที่ดี แต่เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของเงินเฟ้อ เนื่องมาจากราคาสินค้าที่ทยอยปรับตัวตามต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง โดยเห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐที่ปรับตัวสูงมาก เพราะกังวลปัญหาเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก  

  • รับมือวิกฤตปากท้อง

ส่วนเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มเผชิญกับ “วิกฤตปากท้อง” ที่มาจากราคาสินค้าแพง ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตการปิดกิจการ และการจ้างงานที่ลดลงได้ ซึ่งรัฐบาลได้ป้องกันความเสี่ยงโดยมีการออกโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน

‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ  บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากสาเหตุของวิกฤตครั้งนี้มาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยปัจจัยความขัดแย้งจากสหรัฐ – อิหร่าน และอิสราเอล ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะจบลงในรูปแบบใด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายไปมาก ทำให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงาน น่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนานพอสมควร

จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงในปีนี้ “สภาพัฒน์”ระบุว่ามีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 4 ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง และรัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญใน 6 ประเด็นในการบริหารเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

  • 4 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปี 69 

1.วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกระทบต่อแหล่งผลิตพลังงานและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 117.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม-เมษายน เมื่อเทียบกับ 67.5 ดอลลาร์ ในช่วงก่อนเหตุการณ์ ส่งผลต่อเนื่องให้ดัชนีผู้ผลิต (PPI) ในเดือนเมษายนเร่งตัวขึ้น 9.1% และกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทา อีเทน และแม่ปุ๋ยยูเรีย ที่จะกระทบต่อต้นทุนการทำเกษตรในระยะต่อไป

2.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนทางการเงิน โดยต้องติดตามมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแนวโน้มการกลับมาเก็บภาษีน่าเข้าต่อจีนในระดับสูงหลังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) หากเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับสูง รวมทั้งความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งการเฝ้าระวังไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่อาจกระทบการท่องเที่ยว และส่งออกสินค้า หากมีการระบาดในวงกว้าง

3.หนี้สินครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่อ SME  โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP กลับมาเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ท่ามกลางความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และเป็นปัจจัยที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้มีข้อจำกัด

4.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 20.3% แต่คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)  ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรงกระทบผลผลิตข้าวนาปี มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร

  • กางแผน 6 ประเด็นบริหารเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคง สภาพัฒน์ได้เสนอประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ 6 ด้าน ประกอบด้วย

1.มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการจัดหาแหล่งสำรองที่หลากหลาย และดำเนินมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) ต่อกลุ่มพึ่งพิงพลังงานสูง เช่น ภาคขนส่ง ประมง และก่อสร้าง พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านระบบ Direct PPA และ Smart Grid

2.เร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน โดยดำเนินการผ่านระบบ Thailand Fast Pass เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาอุปสรรคการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียุคใหม่ เช่น AI และหุ่นยนต์ รวมถึงส่งเสริมให้ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก

3.ผลักดันการส่งออก โดยเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และ กฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม (EUDR) ของยุโรป พร้อมเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ปากีสถาน และตุรกี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดใหม่

4.รักษาวินัยการเงินการคลัง  โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 90.7%  โดยเป็นงบลงทุนไม่น้อยกว่า 70% และบริหารจัดการเงินกู้แก้ไขวิกฤตพลังงานวงเงิน 400,000 ล้านบาท อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เพื่อรองรับวิกฤต

5.การดูแลเกษตรกรจากภัยแล้ง โดยเร่งหาแหล่งนำเข้าแม่ปุ๋ยทดแทนตะวันออกกลาง และเตรียมรับมือ "ซุปเปอร์เอลนีโญ" ในครึ่งปีหลังโดยการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกฤดูกาลใหม่

และ 6.แก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ดำเนินการเชิงรุกผ่านมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยปรับโครงสร้างหนี้ และยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินครัวเรือนให้ครอบคลุมเพื่อการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน