นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ว่าถือเป็นวันนี้ที่รอคอย โดยล่าสุดการก่อสร้างและการทดสอบระบบ (Commissioning) ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอด 2 เดือน และผ่านการทดสอบรันเครื่อง 100% ติดต่อกัน 72 ชั่วโมง โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพดีกว่าสเปกที่การันตีไว้
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีน้ำมัน SAF อยู่ในสต็อกแล้วเกือบ 30 ล้านลิตรจากการทดสอบระบบ และกำลังเริ่มทยอยส่งออกให้กับคู่ค้าซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันระดับโลก (Oil Majors) ตามสัญญาที่มีอยู่ โดยชิปเมนต์แรกก็ได้โหลดเสร็จสิ้นภายใน 12-18 ชั่วโมงหลังจากออกจากโรงกลั่นวันที่ 19 พ.ค. 2569 เพื่อเดินทางสู่ยุโรป และจะมีชิปเมนต์ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 3 เท่าตามไปในอีก 2 สัปดาห์ กำลังผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน
ในแง่ของผลประกอบการ บางจากคาดการณ์ว่าโรงกลั่น SAF จะสร้างยอดขายได้ประมาณ 9,000 - 10,000 ล้านบาทต่อปี (คำนวณจากกำลังการผลิตที่ 80% หรือประมาณ 160 ล้านลิตรต่อปี ที่ราคาเฉลี่ย 60 บาทต่อลิตร) โดยคาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) อยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงกว่า 15% และคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี
ชูเทคโนโลยีล้ำหน้า "นอกจากสิงคโปร์ก็คือเรา"
ทั้งนี้ มั่นใจว่าไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาค โดยระบุว่าโรงกลั่นนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil - UCO) ให้เป็นน้ำมันเครื่องบิน หรือชื่อทางเทคนิคคือ HEFA (Hydroprocessed Esters and Fatty Acids) ซึ่งในปัจจุบันนอกจากบริษัท Neste ในสิงคโปร์แล้ว ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่มีโรงกลั่น SAF ก่อนหน้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
"นอกจาก SAF แล้ว โรงกลั่นแห่งนี้ยังสามารถเลือกผลิต HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) หรือ Green Diesel ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุโรปเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เป็นศูนย์ รวมถึงมีผลพลอยได้เป็น Bio-Naphtha ซึ่งสามารถนำไปผสมกับแนฟทาจากฟอสซิลเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้"
กลยุทธ์วัตถุดิบ "น้ำมันหมาล่า" ถึง "พงกะมี"
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งบางจากตั้งเป้าใช้ในประเทศราว 35-40% ซึ่งสีสันในการจัดหาวัตถุดิบนอกจากน้ำมันทอดทั่วไปแล้วยังมี น้ำมันหมาล่าจากร้านอาหารก็เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดีเนื่องจากมีสัดส่วนน้ำมันสูง แม้จะต้องมีกระบวนการ Pre-treatment เพื่อแยกน้ำออกก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งตู้รับซื้อน้ำมันใช้แล้ว (UCO) ตามปั๊มน้ำมันและหน่วยงานต่างๆ โดยมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าความชื้นเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
ในระยะยาว บางจากกำลังพัฒนาพืชพลังงานตัวใหม่ภายใต้โครงการ Farm to Fly โดยเน้นไปที่ต้นพงกะมี หรือหยี่น้ำ ซึ่งเป็นพืชที่ทนดินเค็มและปลูกได้ดีในภาคอีสานและพื้นที่ชายเลน เพื่อเป็นทางเลือกเสริมจากน้ำมันใช้แล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐในการทดสอบปลูกในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น สุรินทร์ และโคราช
ปัจจุบัน SAF กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในตลาดคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน โดยแทนที่จะพึ่งการซื้อคาร์บอนเครดิตเพียงอย่างเดียว สายการบินสามารถลดภาระการชดเชยคาร์บอนภายใต้กรอบ CORSIA ของ ICAO โดยผ่านการใช้ SAF ที่ผ่านเกณฑ์รับรองด้านความยั่งยืน ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่การลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตของเชื้อเพลิง ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการใช้งาน
นอกจากนี้ ยังเริ่มมีระบบ “SAF credits” หรือ “book-and-claim” ที่เปิดให้บริษัทต่าง ๆ สนับสนุนการใช้ SAF และนำไปอ้างสิทธิ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้ แม้ไม่ได้ใช้เชื้อเพลิงนั้นโดยตรง อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจคือเรื่องความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ และการป้องกันการนับซ้ำของการลดคาร์บอน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาตลาด SAF และการเชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะภายใต้ Article 6 ของ Paris Agreement
ขณะนี้มีโรงงาน SAF แบ่งเป็น 1.Neste ประเทศ Singapore / Rotterdam / Finland ผู้เล่นใหญ่สุดของโลกด้าน HEFA SAF 2. California, USA หนึ่งในโรงงาน SAF เชิงพาณิชย์แรกของโลก 3.Georgia, USA โรงงาน Alcohol-to-Jet (ATJ) commercial-scale แห่งแรกของโลก เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว และ 4.บางจากฯ
จี้รัฐคลอดนโยบายหนุน SAF ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดส่งออกจะสดใส แต่ต้องยอมรับว่า การใช้ SAF ภายในประเทศยังคงต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ เช่นเดียวกับที่เคยทำกับแก๊สโซฮอล์หรือไบโอดีเซล แม้ปัจจุบันราคา SAF จะสูงกว่าน้ำมันเจ็ทปกติประมาณ 1 เท่าตัว (ราว 55-60 บาท เทียบกับ 30-35 บาท) แต่หากผสมเพียง 1% จะกระทบต้นทุนสายการบินไม่ถึง 0.5% ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับความผันผวนของค่าตั๋วเครื่องบินในแต่ละวัน
"เราไม่ได้ติดเรื่องต้นทุน แต่ติดเรื่องนโยบาย ถ้าภาครัฐมีความชัดเจน สายการบินในประเทศก็พร้อมจะขยับตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero"

