ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐ(USDA) ระบุว่า การส่งออกข้าวของไทยในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 2569 ลดลง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อาจเป็นสัญญาณไม่สู้ดีนักสำหรับการส่งออก แต่ทิศทางส่งออกข้าวของไทยมีแนวโน้มสดใส สะท้อนไปถึงราคาข้าวเปลือกในประเทศ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่า ราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15% จ. อยุธยา ) ตันละ 8,100-8,500 บาท ณ วันที่ 15 พ.ค. 2569 เพิ่มขึ้นจาก ตันละ 7,700-8,100 บาท ณ วันที่ 8 พ.ค.2569 ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ (จ.อุบลราชธานี) ราคาตันละ 17,000-18,000 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
บทสัมภาษณ์ผู้ส่งออกข้าว โมฮิต อาการ์วาล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการเกษตรของบริษัทโอแลม อากรี( Olam Agri) ประจำเวียดนามและไทย เปิดเผยในการสัมภาษณ์กับ Platts ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ S&P Global Energy ว่า การส่งออกข้าวของไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง ขณะที่ราคาข้าวขาว 5% ของไทยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เนื่องจากสต็อกในประเทศยังไม่หนุนให้ราคาเพิ่มขึ้น
“ผมคาดว่าถ้าราคาจะขึ้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 10-15 ดอลลาร์ หรือถ้าจะลงก็ประมาณ 20 ดอลลาร์ แต่ไม่เกินนั้น และ ผมไม่ได้มองว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปถึง 50 ดอลลาร์ อย่างน้อยก็ในตอนนี้” อาการ์วาลระบุถึงราคาข้าวขาว 5% ของไทย
ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ข้าวขาว 5% (FOB) ตันละ 429 ดอลลาร์ (13 พ.ค.2569) สูงขึ้นจาก 408 ดอลลาร์ (6 พ.ค. 2569)
ราคาปุ๋ย-ขนส่ง-บรรจุภัณฑ์หลอนต้นทุนส่งออก
อย่างไรก็ตาม พบว่า ต้นทุนปุ๋ย ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นก็มีส่วนทำให้ข้อเสนอเพื่อการส่งออกสูงขึ้นเช่นกันโดย ประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 4%-5% ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเดือนมี.ค. -เม.ย. ขณะที่เวียดนามที่ประสบกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากฤดูเพาะปลูกฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิตรงกับช่วงที่ราคาปุ๋ยสูงขึ้น
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่า การส่งออกข้าวของไทยลดลง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. โดย อาการ์วาล ระบุว่า ส่วนใหญ่มาจากอิรักที่โดยปกติแล้ว อิรักซื้อข้าวประมาณ 900,000 ถึง 1 ล้านตันต่อปี แต่ดีมานด์ดังกล่าวไม่ได้เข้ามาเป็นคำสั่งซื้อ
อย่างไรก็ตาม การลดลงดังกล่าวเป็นเรื่องของจังหวะเวลามากกว่าการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้าง เพราะไทยยังคงรักษาจุดขายแตกต่างในตลาดคือ เรื่องของมูลค่าจากคุณภาพของข้าวจากประเทศไทย
"การส่งออกของไทยอาจฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์ และกระตุ้นความต้องการจากตลาดสำคัญๆ"
การนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์ไม่น่าจะลดลง
อาการ์วาล กล่าวอีกว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายครั้งและความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมราคาข้าวภายในประเทศ แต่ฟิลิปปินส์ไม่น่าจะลดการนำเข้าลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ มีเวียดนามส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ประมาณ 1.2 ล้านตันจนถึงเดือนเม.ย. ซึ่งการนำเข้าน่าจะยังคงอยู่ที่ระดับอย่างน้อยประมาณ 300,000 ตันต่อเดือน หรือ เทียบเท่ากับ 3.6 ล้านตันต่อปี ตามที่รัฐบาลได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้
ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นผู้นำเข้าข้าวเวียดนามรายใหญ่ที่สุดในปี2569 โดยนำเข้า 1.19 ล้านตันใน 4 เดือนแรก ปีนี้ ลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ตามข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนาม
นอกจากนี้ มีความเห็นจากวงการค้าข้าว ชี้ว่า ฟิลิปปินส์อาจนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 ล้านถึง 6 ล้านตัน หากปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตภายในประเทศ
ส่งออกอินเดียสร้างแรงกดดันต่อไทย
อาการ์วาล กล่าวว่า การกำหนดราคาที่ดุดันของอินเดียยังคงสร้างแรงกดดันต่อประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่ง แต่ประเทศไทยยังคงมีฐานลูกค้าที่ภักดีต่อคุณภาพที่โดดเด่นของไทย
เมื่อราคาพรีเมียมของข้าวไทยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อตันหรือมากกว่านั้น ผู้ซื้อบางรายอาจเปลี่ยนไปซื้อข้าวจากอินเดีย โดยเฉพาะในตลาดแอฟริกาที่อ่อนไหวต่อราคา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ผู้บริโภคให้คุณค่ากับลักษณะและคุณภาพของเมล็ดข้าว
ขณะที่ ข้อมูลจาก Rice Outlook: May 2026 ระบุว่า คาดการณ์ผลผลิตข้าวทั่วโลกในปี 2026/27 (ปี 2570) อยู่ที่ 537.8 ล้านตัน (ในรูปข้าวสาร) ลดลง 5.0 ล้านเมตริกตันจากปีก่อนหน้า อินเดียยังคงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้าจีนเป็นปีที่สามติดต่อกัน ส่วนผลผลิตข้าวของเมียนมาคาดว่าจะลดลงเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกลดลงและผลผลิตต่ำลงขณะที่ปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูง (เช่น ปุ๋ยและดีเซล)
ปี 70 การค้าข้าวโลกทุบอีกสถิติสูงสุด
ด้านการคาดการณ์การค้าข้าวโลกทำสถิติสูงสุดในปี 2570 การส่งออกข้าวทั่วโลกในปีปฏิทิน 2570คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านตัน เป็น 63.1 ล้านตัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด สะท้อนถึงการเติบโตติดต่อกัน 3 ปี การส่งออกจะยังคงนำโดยอินเดียด้วยปริมาณ 25.0 ล้านตัน หรือ 40 %ของการค้าโลก เนื่องจากมีปริมาณข้าวที่สามารถส่งออกได้มากและราคาส่งออกที่แข่งขันได้
เวียดนามและไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ คาดว่าจะมีการส่งออกที่สูงขึ้นเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากตลาดสำคัญในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าผลผลิตจะน้อยลง แต่คาดว่าการส่งออกจากกัมพูชาจะเพิ่มขึ้น โดยเป็นการส่งออกไปยังเวียดนามเป็นหลัก
ส่วนคาดการณ์ว่าการนำเข้าข้าวทั่วโลกในปี 2027 จะเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านตัน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 60.2 ล้านตัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยส่วนใหญ่มาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าคือบังกลาเทศ (ส่วนใหญ่เนื่องจากคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวจะลดลง)
การนำเข้าจากฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าที่ใหญ่ที่สุด คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและความสำคัญของข้าวในฐานะอาหารหลัก
เวียดนาม ซึ่งเป็นผู้นำเข้าที่ใหญ่เป็นอันดับสอง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการนำเข้าข้าวเปลือกจากกัมพูชาที่มากขึ้น

