โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2561 โดยมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 โดนมีการประกาศพื้นที่เขตพัฒนาเพิเศษครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา
ปัจจุบันการลงทุนในอุตสาหกรรมในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายโดยเฉพาะการขยายตัวของสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และดาต้าเซนเตอร์ที่มีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้รัฐบาลต้องมีการพิจารณาการขยายพื้นที่ EEC ไปยังพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงที่มีความพร้อมทางสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในอนาคตซึ่งมาสู่ข้อเสนอให้มีการขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานได้มีการรับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม
โดยรายงานการศึกษาได้ระบุถึงปัจจัยสนับสนุน 4 ข้อที่ทำให้จ.ปราจีนบุรี มีความเหมาะสมหากจะขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดดังกล่าว ได้แก่
1.มีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ โดยปราจีนบุรีมีทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต
2.ความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงานกว่า 25% ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรแปรรูป และมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สมบูรณ์แบบ และแรงงานทักษะสูงในระบบโรงงานอุตสาหกรรม
3.การเป็นศูนย์กลางเมืองสมุนไพรของประเทศ รวมทั้งเป็นเมืองเกษตรแปรรูป ที่มีความโดดเด่นที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรในอนาคต
4.โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และใกล้กรุงเทพฯ รวมทั้งมีเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อไปยังท่าเรือสำคัญ โดยมีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ และสนามบินสุวรรณภูมิเพียง 1.5 - 2 ชั่วโมง และมีถนนเส้นทางสายหลัก เช่น มีทางหลวงแผ่นดินสายสำคัญ เช่น ถนนสุวินทวงค์ (ทางหลวงหมายเลข 304) และถนนสุวรรณศร (ทางหลวงหมายเลข 33) รองรับการขนส่งหนักเชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด
นอกจากนั้นมีความพร้อมทรัพยากรน้ำที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น โดยมีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น แม่น้ำปราจีนบุรีและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่จะช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำในภาคการผลิตได้อย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ตามที่ประชุม กพอ.มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1 – 2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ก่อนจะมีการเสนอ กพอ.พิจารณา และเสนอ ครม.พิจารณาตามขั้นตอน
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ “EECO” กล่าวว่า จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าปราจีนบุรี มีความเหมาะสมมากที่สุด และมีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถขยายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษรวมกับพื้นที่ EEC เพราะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมและการพัฒนาเมืองได้ โดยจะต้องมีการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายพื้นที่ EEC ซึ่งคาดว่าในกระบวนการสามารถดำเนินการได้ภายในปีหน้า
ทั้งนี้การขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้มองเฉพาะให้เกิดการลงทุนใหม่เท่านั้น แต่มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนการลงทุนเดิม สู่อุตสาหกรรมใหม่สีเขียว โดยเฉพาะภาคบริการ เช่น บริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ถือว่าเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในด้านพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น เหมาะสมกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการพื้นที่จำนวนมาก จัดการระบบขนส่งได้ดีขึ้น และมีสาธารณูปโภคที่มีความพร้อม
ทั้งนี้หลังจากที่ กพอ.เห็นชอบในหลักการในการขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี EECO จะรับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

