วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สมาพันธ์ SME ผวาปิดกิจการชั่วคราว ภาคผลิตอ่อนแรง-ขีดแข่งขันถดถอย

สมาพันธ์ SME ผวาปิดกิจการชั่วคราว  ภาคผลิตอ่อนแรง-ขีดแข่งขันถดถอย

ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ วิกฤติความมั่นคงพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กำลังกลายเป็นพายุซ้อนพายุ ที่เขย่าภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญทั้งต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อหด คำสั่งซื้อลด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จนเกิดภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในห่วงโซ่เศรษฐกิจยุคใหม่จะมีทั้ง “เอสเอ็มอีที่ไปต่อได้” และ “เอสเอ็มอีที่ต้องยุติเส้นทางธุรกิจ”

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขการปิดกิจการถาวร แต่รวมถึงธุรกิจที่ยังไม่ปิด แต่หยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเผชิญภาวะต้นทุนสูงเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลเชิงลึกที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้ประเมิน วิเคราะห์ และออกแบบนโยบายได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้มาตรการช่วยเหลือจำนวนมากยังไม่ตรงจุด และไม่สามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ไม่ปิดกิจการ” แต่ “หยุดชั่วคราว” รัฐมองไม่เห็น

นายแสงชัย กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากเลือกหยุดกิจการชั่วคราว แทนการปิดกิจการถาวร เพราะไม่สามารถบริหารต้นทุนซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคหรือตลาดได้

สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อยที่มีความเปราะบางสูง และยังไม่ถูกสะท้อนครบถ้วนในฐานข้อมูลภาครัฐ

ปัจจุบัน เอสเอ็มอีภาคการผลิตของไทยมีจำนวนรวม 516,234 ราย จ้างงานกว่า 2.849 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นรายย่อยหรือ Micro SME มากถึง 426,339 ราย

หากจำแนกตามประเภท พบว่า เป็นวิสาหกิจชุมชนภาคการผลิต 23,954 ราย บุคคลธรรมดาภาคการผลิต 379,487 ราย และนิติบุคคลภาคการผลิต 112,793 ราย ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการปิดกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องจากฐานข้อมูลโรงงานส่วนใหญ่ครอบคลุมเพียงโรงงานรายย่อม รายกลาง และรายใหญ่ ขณะที่กลุ่ม Micro SME จำนวนมากอาจอยู่นอกระบบการติดตาม ทำให้มีช่องว่างข้อมูล ที่อาจซ่อนตัวเลขการปิดกิจการจริงไว้มากกว่าที่รายงาน

TFP เอสเอ็มอีติดลบครั้งแรก ภาคผลิตอ่อนแรง

อีกหนึ่งสัญญาณอันตราย คือ ผลิตภาพการผลิตรวม หรือ Total Factor Productivity (TFP) ของเอสเอ็มอีไทยที่ลดลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า TFP ของเอสเอ็มอีไทยปี 2565 อยู่ที่ 2.36 ก่อนลดลงเหลือ 1.97 ในปี 2566 และปี 2567 ลดลงจนติดลบครั้งแรกที่ -0.27 ขณะที่ปี 2568 มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้ออ่อนแรง และต้นทุนดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

“เอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตไปเป็นผู้ค้า เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตได้ อีกทั้งยังเข้าถึงแหล่งทุนยาก การลงทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็มีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุนและความคุ้มค่า ขณะเดียวกันแรงงานและผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ” นายแสงชัย กล่าว

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มี TFP ติดลบสูง ได้แก่ 1. กลุ่มพึ่งพาแรงงานสูง แต่บริหารต้นทุนแรงงานไม่ทัน เช่น ธุรกิจผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือ (-1.67) และผลิตเคมีภัณฑ์ (-1.54) 2. กลุ่มรายได้ลดลง แต่ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจสถานที่พักแรม (-0.47) และร้านอาหาร-เครื่องดื่ม (-0.28) 3. กลุ่มต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรสูงขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เช่น ธุรกิจการเกษตร (-4.48) และผลิตเครื่องดื่ม (-2.48)

เตือน “ทุนเทา-นอมินี” บิดเบือนข้อมูลลงทุนไทย

นายแสงชัย ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนของธุรกิจเปิดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นนอมินี ทุนเทา และการร่วมทุนอำพราง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่า ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เป็นผู้ประกอบการไทยแท้จริงมากน้อยเพียงใด

“การวิเคราะห์ตัวเลขเปิดกิจการใหม่ ขยายการลงทุน หรือปิดกิจการ ต้องลงลึกมากกว่าตัวเลขบนกระดาษ เพราะวันนี้มีคำถามสำคัญว่า ธุรกิจที่เปิดใหม่จำนวนเท่าไรเป็นของคนไทยจริง และเท่าไรเป็นทุนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยโครงสร้างทางกฎหมาย” นายแสงชัย กล่าว

ชง 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน ปลดล็อกเอสเอ็มอีไทย

นายแสงชัย กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสั่นคลอน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก 5 ด้าน เพื่อหยุดวงจรการปิดกิจการ การเลิกจ้าง และผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง แบ่งเป็น

1. ปฏิรูปต้นทุนพลังงานต้นน้ำการแข่งขัน โดยรัฐต้องเร่งแก้โครงสร้างต้นทุนพลังงาน ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นทุนต้นน้ำที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการทั้งระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ถ้าไม่แก้ต้นทุนพลังงานอย่างจริงจัง เอสเอ็มอีจะยิ่งแข่งขันลำบาก และสุดท้ายต้นทุนจะถูกส่งต่อไปถึงประชาชน

2. เร่งเพิ่มขีดแข่งขันด้วย AI-ดิจิทัล-ESG เอสเอ็มอีและแรงงานต้องเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างอัตลักษณ์สินค้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องสนับสนุนการเข้าถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

3. ปลดล็อกสภาพคล่อง เติมท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจ ภาคการเงินต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตั้งกำแพงมาเป็นผู้สร้างโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่เอสเอ็มอีจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจอุดตัน

“ต้องใช้นวัตกรรมนโยบายทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น มากกว่าการออกกฎเกณฑ์ที่ยิ่งทำให้เข้าถึงยาก” นายแสงชัย กล่าว

4. เปิดตลาดน่านน้ำสีครามให้เอสเอ็มอีไทย ทั้งนี้ รัฐต้องเร่งสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงท้องถิ่น การจับคู่ธุรกิจ และการเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับเอสเอ็มอี พร้อมกันนี้ ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของไทยเอง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

5. ระเบียบรัฐต้องลัด ลดอุปสรรคธุรกิจสุจริต โดยภาครัฐต้องปรับบทบาทเป็นทางลัดของสุจริตชน ด้วยการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และประกาศที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตควบคู่กันไป

เตือนรายย่อยเสี่ยงสูง ต้องช่วย “ทันที"

นายแสงชัย กล่าวว่า กลุ่มรายย่อยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางสูงและเสี่ยงปิดกิจการมากที่สุด หากรัฐไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

“วันนี้หน่วยงานรัฐเริ่มเข้าใจเอสเอ็มอีมากขึ้น และทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือ ต้องเปิดใจ เปิดทาง เปิดพื้นที่ และเปิดโอกาส เพื่อสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และพาประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน” นายแสงชัย กล่าว