วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

สมาพันธ์ SME ผวาปิดกิจการชั่วคราว ภาคผลิตอ่อนแรง-ขีดแข่งขันถดถอย

วิกฤติภูมิเศรษฐศาสตร์เขย่าเอสเอ็มอีไทย “สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย” เตือนรายย่อยเสี่ยงล้มหาย รัฐต้องเร่งแก้ต้นทุน-ปลดล็อกทุน-ใช้ข้อมูลเชิงลึกอุ้มธุรกิจ

KEY POINTS

  • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยแสดงความกังวลต่อปัญหา "หยุดกิจการชั่วคราว" ซึ่งสะท้อนความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง และความสามารถในการบริหารต้นทุนที่เกินขีดจำกัด แต่ตัวเลขดังกล่าวมักไม่ถูกบันทึกในข้อมูลของภาครัฐ
  • ภาคการผลิตของเอสเอ็มอีอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน โดยมีสัญญาณอันตรายคือ ผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ปี 2567 ที่ลดลงจนติดลบเป็นครั้งแรก และมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่อง
  • ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการถดถอยลง โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิต และผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ ทำให้บางส่วนต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตไปเป็นผู้ค้า
  • ข้อมูลการปิดกิจการจากภาครัฐอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องจากฐานข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ครอบคลุมกลุ่ม Micro SME ซึ่งมีจำนวนมาก และอาจอยู่นอกระบบการติดตาม

ท่ามกลางแรงกดดันจาก สงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ วิกฤติความมั่นคงพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กำลังกลายเป็นพายุซ้อนพายุ ที่เขย่าภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญทั้งต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อหด คำสั่งซื้อลด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จนเกิดภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในห่วงโซ่เศรษฐกิจยุคใหม่จะมีทั้ง “เอสเอ็มอีที่ไปต่อได้” และ “เอสเอ็มอีที่ต้องยุติเส้นทางธุรกิจ”

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขการปิดกิจการถาวร แต่รวมถึงธุรกิจที่ยังไม่ปิด แต่หยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเผชิญภาวะต้นทุนสูงเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลเชิงลึกที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้ประเมิน วิเคราะห์ และออกแบบนโยบายได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้มาตรการช่วยเหลือจำนวนมากยังไม่ตรงจุด และไม่สามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ไม่ปิดกิจการ” แต่ “หยุดชั่วคราว” รัฐมองไม่เห็น

นายแสงชัย กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากเลือกหยุดกิจการชั่วคราว แทนการปิดกิจการถาวร เพราะไม่สามารถบริหารต้นทุนซัปพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคหรือตลาดได้

สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อยที่มีความเปราะบางสูง และยังไม่ถูกสะท้อนครบถ้วนในฐานข้อมูลภาครัฐ

ปัจจุบัน เอสเอ็มอีภาคการผลิตของไทยมีจำนวนรวม 516,234 ราย จ้างงานกว่า 2.849 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นรายย่อยหรือ Micro SME มากถึง 426,339 ราย

หากจำแนกตามประเภท พบว่า เป็นวิสาหกิจชุมชนภาคการผลิต 23,954 ราย บุคคลธรรมดาภาคการผลิต 379,487 ราย และนิติบุคคลภาคการผลิต 112,793 ราย ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการปิดกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องจากฐานข้อมูลโรงงานส่วนใหญ่ครอบคลุมเพียงโรงงานรายย่อม รายกลาง และรายใหญ่ ขณะที่กลุ่ม Micro SME จำนวนมากอาจอยู่นอกระบบการติดตาม ทำให้มีช่องว่างข้อมูล ที่อาจซ่อนตัวเลขการปิดกิจการจริงไว้มากกว่าที่รายงาน

TFP เอสเอ็มอีติดลบครั้งแรก ภาคผลิตอ่อนแรง

อีกหนึ่งสัญญาณอันตราย คือ ผลิตภาพการผลิตรวม หรือ Total Factor Productivity (TFP) ของเอสเอ็มอีไทย ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า TFP ของเอสเอ็มอีไทยปี 2565 อยู่ที่ 2.36 ก่อนลดลงเหลือ 1.97 ในปี 2566 และปี 2567 ลดลงจนติดลบครั้งแรกที่ -0.27 ขณะที่ปี 2568 มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้ออ่อนแรง และต้นทุนดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

“เอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตไปเป็นผู้ค้า เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตได้ อีกทั้งยังเข้าถึงแหล่งทุนยาก การลงทุนเทคโนโลยี และนวัตกรรมก็มีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน และความคุ้มค่า ขณะเดียวกันแรงงาน และผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ” นายแสงชัย กล่าว

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มี TFP ติดลบสูง ได้แก่ 1. กลุ่มพึ่งพาแรงงานสูง แต่บริหารต้นทุนแรงงานไม่ทัน เช่น ธุรกิจผลิตเครื่องจักร และเครื่องมือ (-1.67) และผลิตเคมีภัณฑ์ (-1.54) 2. กลุ่มรายได้ลดลง แต่ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจสถานที่พักแรม (-0.47) และร้านอาหาร-เครื่องดื่ม (-0.28) 3. กลุ่มต้นทุนวัตถุดิบ และเครื่องจักรสูงขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เช่น ธุรกิจการเกษตร (-4.48) และผลิตเครื่องดื่ม (-2.48)

เตือน “ทุนเทา-นอมินี” บิดเบือนข้อมูลลงทุนไทย

นายแสงชัย ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนของธุรกิจเปิดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นนอมินี ทุนเทา และการร่วมทุนอำพราง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่า ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เป็นผู้ประกอบการไทยแท้จริงมากน้อยเพียงใด

“การวิเคราะห์ตัวเลขเปิดกิจการใหม่ ขยายการลงทุน หรือปิดกิจการ ต้องลงลึกมากกว่าตัวเลขบนกระดาษ เพราะวันนี้มีคำถามสำคัญว่า ธุรกิจที่เปิดใหม่จำนวนเท่าไรเป็นของคนไทยจริง และเท่าไรเป็นทุนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยโครงสร้างทางกฎหมาย” นายแสงชัย กล่าว

ชง 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน ปลดล็อกเอสเอ็มอีไทย

นายแสงชัย กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสั่นคลอน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก 5 ด้าน เพื่อหยุดวงจรการปิดกิจการ การเลิกจ้าง และผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง แบ่งเป็น

1. ปฏิรูปต้นทุนพลังงานต้นน้ำการแข่งขัน โดยรัฐต้องเร่งแก้โครงสร้างต้นทุนพลังงาน ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นทุนต้นน้ำที่ส่งผลต่อราคาสินค้า และบริการทั้งระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ถ้าไม่แก้ต้นทุนพลังงานอย่างจริงจัง เอสเอ็มอีจะยิ่งแข่งขันลำบาก และสุดท้ายต้นทุนจะถูกส่งต่อไปถึงประชาชน

2. เร่งเพิ่มขีดแข่งขันด้วย AI-ดิจิทัล-ESG เอสเอ็มอี และแรงงานต้องเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างอัตลักษณ์สินค้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องสนับสนุนการเข้าถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

3. ปลดล็อกสภาพคล่อง เติมท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจ ภาคการเงินต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตั้งกำแพงมาเป็นผู้สร้างโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่เอสเอ็มอีจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจอุดตัน

“ต้องใช้นวัตกรรมนโยบายทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น มากกว่าการออกกฎเกณฑ์ที่ยิ่งทำให้เข้าถึงยาก” นายแสงชัย กล่าว

4. เปิดตลาดน่านน้ำสีครามให้เอสเอ็มอีไทย ทั้งนี้ รัฐต้องเร่งสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ ทั้งใน และต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงท้องถิ่น การจับคู่ธุรกิจ และการเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับเอสเอ็มอี พร้อมกันนี้ ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของไทยเอง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

5. ระเบียบรัฐต้องลัด ลดอุปสรรคธุรกิจสุจริต โดยภาครัฐต้องปรับบทบาทเป็นทางลัดของสุจริตชน ด้วยการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และประกาศที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตควบคู่กันไป

เตือนรายย่อยเสี่ยงสูง ต้องช่วย “ทันที"

นายแสงชัย กล่าวว่า กลุ่มรายย่อยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางสูง และเสี่ยงปิดกิจการมากที่สุด หากรัฐไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการจ้างงาน และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

“วันนี้หน่วยงานรัฐเริ่มเข้าใจเอสเอ็มอีมากขึ้น และทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือ ต้องเปิดใจ เปิดทาง เปิดพื้นที่ และเปิดโอกาส เพื่อสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และพาประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน” นายแสงชัย กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์