ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติพลังงานโลกจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาเสถียรภาพธุรกิจและความมั่นคงพลังงานของประเทศได้แข็งแกร่ง สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่เติบโตสวนกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่ม ปตท.มีกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือ 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร 3,000 ล้านบาท
ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โลกเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้น้ำมันดิบหายไปเกือบ 10% และก๊าซ LNG หายไปถึง 20% ของปริมาณการค้าโลก อีกทั้งราคาพรีเมียมของน้ำมันดิบยังพุ่งสูงขึ้นกว่า 20 เท่าในช่วงที่การขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญมีปัญหา
"แม้ความไม่สงบจะกระทบพลังงานโลก แต่ ปตท.บริหารจัดการความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพจากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายทั่วโลกทำให้ปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลางได้เร็ว"
ขณะเดียวกันช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท.ลงทุนธุรกิจโรงกลั่นไปแล้ว 111,000 ล้านบาท ส่งผลให้โรงกลั่นในเครือมีทั้งเสถียรภาพและความยืดหยุ่นสูงรองรับการใช้น้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่งได้ดีขึ้น
ตั้ง PTT ICS รับมือวิกฤติพลังงาน
ทั้งนี้ ปตท.ตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ PTT Incident Command System (PTT ICS) ทันทีที่เกิดวิกฤติเพื่อดูแลความมั่นคงพลังงาน โดยใช้เครือข่ายการค้า (Trading) ที่มีออฟฟิศอยู่ทั่วโลกทั้งลอนดอน อาบูดาบี นิวยอร์ก ฮิวสตัน และสิงคโปร์ ในการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา (มี.ค.-เม.ย.) โรงกลั่นกลุ่ม ปตท.เดินเครื่องเต็มกำลัง 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศ
“ปตท.กระจายความเสี่ยงโดยการหาแหล่งน้ำมันใหม่จากสหรัฐและแอฟริกา เดิมพึ่งพาตะวันออกกลางถึง 60% วันนี้เหลือเพียง 30% เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันไทยไม่ขาดแคลน แม้ต้นทุนการบริหารความเสี่ยงจะสูงขึ้น” ดร.คงกระพัน กล่าว
กำไรจริงจากการกลั่นเพียง 90 สตางค์
ส่วนการวิจารณ์ค่าการกลั่น ดร.คงกระพัน หยิบยกตัวอย่างบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโรงกลั่นใหญ่สุดในเครือ โดยระบุว่า แม้ตัวเลขทางบัญชีสูงแต่หากหักลบต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าพรีเมียม ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายโรงงาน จะเหลือกำไรจริงจากการกลั่นเพียง 90 สตางค์ต่อลิตร ถือเป็นระดับสมเหตุสมผลเมื่อเทียบความเสี่ยงธุรกิจ
นอกจากนี้ ปตท. ยังมีตัวเลขผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Loss) และผลขาดทุนทางบัญชีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) ในธุรกิจสำรวจและผลิต (PTTEP) เนื่องจากเป็นการตั้งสำรองตามหลักระมัดระวังในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน
ดีมานด์น้ำมันวูบ โรงกลั่นปรับลดกำลังผลิต
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำมันในประเทศอยู่ภาวะของเหลือเนื่องจากราคาสูงขึ้นทำให้การใช้ลดลง จนน้ำมันในถังสำรองเต็มและบางโรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตลง
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่โรงกลั่นต้องทำการ Resell หรือขายน้ำมันดิบที่สั่งซื้อล่วงหน้าออกไปก่อนเข้าถึงไทย เนื่องจากไม่มีที่เก็บและดีมานด์ในประเทศลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากการขายดังกล่าว แต่เป็นสิ่งที่ต้องบริหารจัดการตามสถานการณ์
ในส่วนธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท.เดินเครื่องเต็มกำลังเช่นกัน เพื่อรักษา Security of Supply ให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง
อัดสภาพคล่อง 2.3 แสนล้าน รับน้ำมันโลกพุ่ง
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ช่วงราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นรวดเร็ว ปตท.ต้องบริหารสภาพคล่องครั้งใหญ่เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงานประเทศ โดยเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.หลักประกันจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท 2.เงินทุนหมุนเวียนจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น 137,000 ล้านบาท 3.เงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงราว 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี
“ปตท. ยืนยันว่าได้เปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใสตลอดกระบวนการ”ดร. คงกระพัน กล่าว
หา LNG นอกตะวันออกกลาง อุ้มไฟฟ้า
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อภาคไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม โดย ปตท.ปรับแผนจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลาง ตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ
พร้อมกันนี้ ยังเลื่อนแผนซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 เพื่อให้ทุกหน่วยเดินเครื่องเต็มกำลังทำให้ส่งก๊าซให้โรงไฟฟ้า และผลิต LPG เข้าสู่ระบบได้ต่อเนื่อง รวมถึงจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศเป็นหลัก
“วิกฤติครั้งนี้ยืนยันว่าเรามาถูกทาง LNG จะมีบทบาทสูงมากในอนาคต เราต้องเร่งหาแหล่งทรัพยากรใหม่ทั้งในอเมริกา ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เพื่อสร้างศักยภาพในการเป็นผู้เล่นระดับโลก”
ปั้นไทยสู่ศูนย์กลาง LNG โลก
สำหรับทิศทางธุรกิจระยะยาว กลุ่ม ปตท.ยังเดินหน้าตามยุทธศาสตร์หลัก โดยเฉพาะธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งยังเป็นฐานสำคัญของประเทศ ทั้งในด้านการเดินหน้าสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานไทย โดย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.
ส่วนธุรกิจ LNG ปตท. ตั้งเป้าขยาย Portfolio สู่การเป็น Global LNG Player โดยตั้งเป้าปริมาณ LNG 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 โดยมองว่า LNG เป็นธุรกิจที่ ปตท. มีความเชี่ยวชาญมานานกว่า 10 ปี และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ร่วมทุน SCG ปั้น National Champion
ในธุรกิจปิโตรเคมี ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจกับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy และยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่ National Champion เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก
ส่วนผลการหารือกับนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ปตท. ไม่ได้มีการนำเสนออะไร โดยที่ผ่านมาก็ได้หารือกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ปตท. ก็สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งรัดการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG จากต่างประเทศที่มีความเสี่ยงทั้งด้านราคาและการขนส่ง
ใช้ AI-ดิจิทัล ปั้นกำไรเพิ่มกว่า 3 พันล้าน
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ปตท.เดินหน้าโครงการ Profit Enhancement Initiatives เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งภายในองค์กร โดยสร้างกำไรเพิ่มเติมในไตรมาสแรก 3,000 ล้านบาท หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ MissionX และการขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS ซึ่งมุ่งนำ Digital Tools และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
พร้อมทั้งเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และการตลาดผ่านโครงการ P1 และ D1 รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารสินทรัพย์ในกลุ่มให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่โครงการ Financial Excellence (F1) ยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
สู่ Net Zero ย้ำพันธกิจ “แข็งแรงร่วมสังคมไทย”
พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท.เร่งขับเคลื่อนเป้าหมายลดคาร์บอนผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดย ปตท.สผ. นำร่องพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคืบหน้าตามแผนและตั้งเป้าเริ่มเก็บกักคาร์บอนปี 2571
นอกจากนี้ สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท.มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสมช่วงปี 2566-2569 แล้ว 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ปตท.ยึดมั่นวิสัยทัศน์ ปตท.แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน โดยพร้อมดูแลความมั่นคงพลังงานประเทศเต็มศักยภาพ กลุ่ม ปตท.ช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน คิดเป็นมูลค่า 13,000 ล้านบาท รวมถึงช่วยผู้ประสบภัย ผู้สูงวัย เกษตรกรและชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

