นายวินิ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 มีการเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยคาดว่าจะดำเนินการทบทวนสิทธิและคัดกรองให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อให้เหลือเพียงกลุ่มผู้ที่มีฐานะยากจนและต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
ซึ่งการลงทะเบียนในรอบใหม่นี้ รัฐบาลจะยังคงตรึงเกณฑ์รายได้ไว้เท่าเดิม แต่จะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับฐานข้อมูลและเครื่องมือในการคัดกรองให้มีความแม่นยำและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
"เงื่อนไขหลักด้านรายได้จะยังคงใช้เกณฑ์เดิม คือผู้มีสิทธิจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขนี้แต่อย่างใด แต่สิ่งที่จะถูกยกระดับคือเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งจะเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลและอาศัยฐานข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น"
โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 18 หน่วยงาน เพื่อสร้างตะแกรงคัดกรองที่มีความรอบคอบมากขึ้นที่จะถูกนำมาใช้ร่อนผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริงออกจากระบบ
สำหรับเกณฑ์การคัดกรองใหม่ อาทิ
- การตรวจสอบข้อมูลภาษี นอกจากการตรวจสอบภาษีเงินได้ที่ไปยื่นตามปกติแล้ว จะมีการนำข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) มาตรวจสอบร่วมด้วย ซึ่งจะช่วยให้รัฐสามารถตรวจพบผู้ที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แม้ว่าบุคคลนั้นอาจจะยังไม่เคยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเลยก็ตาม
- การประกอบธุรกิจและการลงทุน หากฐานข้อมูลตรวจพบว่าผู้ลงทะเบียนมีสถานะเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือมีการจดทะเบียนพอร์ตเพื่อเล่นหุ้น บุคคลกลุ่มนี้จะถูกคัดกรองออกจากระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่ามีรายได้
- การถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิต จะมีการพิจารณาถึงการถือครองกรมธรรม์เพิ่มเติม หากพบว่าผู้ลงทะเบียนมีการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีมูลค่าสูงในระดับหลักล้านบาท จะถูกตัดสิทธิทันที อย่างไรก็ตาม หากเป็นการทำประกันเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไป ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการรับสิทธิ
- การครอบครองสินทรัพย์ เกณฑ์การตรวจสอบสินทรัพย์เดิมจะยังคงถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบการครอบครองรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมถึงการถือครองที่ดินและการเสียภาษีที่ดิน
“การปรับปรุงเครื่องมือด้วยฐานข้อมูลที่ใหญ่และแม่นยำขึ้น จะช่วยสกรีนผู้ที่ไม่ได้มีฐานะยากจนจริงออกไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้ถือบัตรลดลงเหลือเพียงกลุ่มเปราะบางตัวจริง โดยรายละเอียดและเกณฑ์การคัดกรองทั้งหมดที่ได้ข้อสรุปแล้ว จะต้องถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป”
ทั้งนี้ การคัดกรองที่เข้มงวดด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่แม่นยำขึ้นนี้ คาดว่าจะทำให้จำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดลงเหลือเพียงกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารจัดการงบประมาณของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม โดยจะทำให้การตั้งงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2570 ลดลงตามไปด้วย

