สนค.เผย อียู เร่งเจรจาเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก หวังกระจายความเสี่ยงการค้ารับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สร้างโอกาสไทยเร่งรัดปิดการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ดันปิดดีลให้ได้ปลายปี 69
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การที่สหภาพยุโรป (EU) เร่งรัดการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ส่งผลเชิงบวกต่อไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านโอกาสการขยายตลาด การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะในบริบทที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาศักยภาพท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 EU สามารถบรรลุและสรุปผลการเจรจา FTA ได้ถึง 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ การลงนามความตกลงกับกลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ (Mercosur) ซึ่งประกอบด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย รวมถึงการสรุปผลการเจรจากับอินเดียและออสเตรเลีย ภายหลังจากที่การเจรจาในหลายกรณีใช้เวลายาวนานและมีความซับซ้อน
การเร่งรัดปิดการเจรจาเอฟทีเอของอียู สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเชิงนโยบายของอียู ในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการพัฒนาการดังกล่าวเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้กับไทยอย่างมีนัยสำคัญ
โดยประการแรก การที่ EU ขยายความตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Reconfiguration) ซึ่งเอื้อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและการส่งออก ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจของ EU มีแนวโน้มกระจายแหล่งจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
ประการที่สอง การขยายเครือข่าย FTA ของ EU จะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจาก EU มีแนวโน้มเลือกลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีความเชื่อมโยงทางการค้า และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีระบบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง
ประการที่สาม การเจรจา FTA กับ EU จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยยกระดับมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ และระบบการค้า ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่มี FTA กับ EU แล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ก่อน ส่งผลให้สินค้าไทยบางประเภทอาจเสียเปรียบด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น
นอกจากนี้ มาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของ EU ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
ดังนั้นเพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสและลดผลกระทบจากความท้าทายดังกล่าว ไทยจึงควรดำเนินการ เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อให้ไทยสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ในเงื่อนไขที่ทัดเทียมกับประเทศคู่แข่ง ยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน
โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอน และมาตรฐานแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EU และเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าในรูปแบบใหม่ เช่น การค้าดิจิทัล และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการเจรจาความตกลง FTA ไทย–EU ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายได้จัดการเจรจารอบที่ 8 ในเดือนก.พ.ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ และสามารถสรุปข้อบทเพิ่มเติมได้อีก 3 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA (เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง) และหลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ทำให้
ปัจจุบันสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท การเจรจารอบถัดไปจะจัดขึ้นในเดือนมิ.ย. 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569
นายนันทพงษ์ กล่าวว่าอียูเป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และมีกำลังซื้อสูง โดยมีมูลค่า GDP กว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 18 % ของ GDP โลก และมีประชากรราว 450 ล้านคน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP Per Capita) ที่ 4.7 หมื่นดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 3.2 เท่า
“การมี FTA กับ EU จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้ในอัตราภาษีที่ต่ำลงหรือเป็นศูนย์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าและการลงทุน FTA ไทย–EU จึงถือเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ไม่เพียงช่วยขยายตลาดส่งออก แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต”นายนันทพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้อียู เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 การค้ารวมมีมูลค่า 12,223.28 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.55 % เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 7,671.91 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.14 % และนำเข้ามูลค่า 4,551.37 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.93 % ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 3,120.54 ล้านดอลลาร์
สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าที่สำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า

